อธิษฐานอย่างพระเยซู (ตอนที่ 3/12) / To Pray Like Jesus (3/12)

10457676_793381347352245_5790738418454948615_o

ENGLISH  VERSION: Click Here

คุณมีความไม่แน่ใจเรื่องการได้ยินพระเจ้าและต้องการจะได้ยินพระเจ้าอย่างชัดเจนหรือไม่?
ถ้าหากใช่ล่ะก็ คุณจำเป็นที่จะต้องดำรงอยู่ในการทรงสถิตของพระองค์จนกว่าพระองค์จะทรงแก้ไขความไม่แน่ใจนั้น
ในการรอคอยองค์พระเจ้า คุณอาจจะประสบสิ่งต่างๆมากมาย บางครั้งพระองค์จะทรงเปลี่ยนความหยิ่งยโสโอหังเป็นความถ่อมตน เปลี่ยนความสงสัยเป็นความเชื่อและสันติสุข
คุณสงสัยไหมว่าทำไมเราจึงต้องเข้ามาหาองค์พระผู้เป็นเจ้าโดยการอธิษฐาน นั่นเป็นเพราะพระเจ้านั้นทรงกระทำการอัศจรรย์มากมายผ่านทางคำอธิษฐานที่ออกมากจากหัวใจที่ต้องการให้พระคุณของพระองค์นั้นส่งต่อไปยังชีวิตของคนอื่น 

การสำนึกบาป

ตัวฉันนั้นอาจจะไม่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่ฉันก็พยายามที่จะสำนึกบาปเป็นนิสัยและดำรงชีวิตภายใต้ความบริสุทธิ์ คุณสงสัยไหมว่า พระเจ้าจะทรงตอบคำอธิษฐานของคนที่ดำรงชีวิตอยู่ในบาปหรือไม่? แน่นอนว่าพระเจ้านั้นทรงตอบคำอธิษฐานของคนบาปที่สำนึกบาปด้วยความตั้งใจจริง ด้วยเหตุนี้ฉันจึงเข้าหาองค์พระผู้เป็นเจ้าผ่านทางการอธิษฐานทุกวันด้วยการสำนึกบาปเพื่อที่ว่าคำอธิษฐานของฉันจะไม่มีสิ่งใดมาปิดกั้น หลังจากนั้นฉันก็ขอบพระคุณพระองค์สำหรับทุกสิ่ง ไม่ว่าวันนั้นของฉันมันจะดีหรือแย่ก็ตาม
และให้ขอบคุณพระเจ้าในทุกสถานการณ์ นี่แหละเป็นสิ่งที่พระเจ้าอยากให้พวกคุณทำในพระเยซูคริสต์”1 เธสะโลนิกา 5:18

การอธิษฐานอย่างแน่วแน่

เป้าหมายหลักคือการมาพบกับองค์พระผู้เป็นเจ้า และเพื่อให้การพบเจอนั้นเกิดขึ้น กุญแจสำคัญคือการมุ่งเน้นความสนใจไปยังพระองค์ สมัยก่อนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงสอนศิษยาภิบาลของพวกเราเกี่ยวกับการอธิษฐาน ฉันมักจะเดินไปเดินมาในระหว่างการอธิษฐาน ถึงแม้ว่าการอธิษฐานนั้นจะไม่มีสูตรตายตัว ฉันก็พบว่าท่วงท่าที่เราใช้อธิษฐานนั้นเป็นสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้ความสำคัญ ต้องขอบพระคุณพระเจ้าที่คริสตจักรของเรานั้นมีเก้าอี้และที่คุกเข่าสำหรับอธิษฐานฉันเลยนั่งคุกเข่าและชูมือขึ้นสู่สวรรค์พร้อมทั้งหลับตาลงเพื่อไม่ให้วอกแวก ซึ่งนั่นเป็นท่วงท่าที่ช่วยให้ฉันติดต่อกับพระเจ้าได้เป็นอย่างดี แล้วฉันก็จินตนาการว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ตรงหน้าฉันด้วยความเชื่อที่ว่าพระองค์นั้นทรงอยู่ตรงนั้นจริงๆ

พลังจากมือของเรา (เพราะอะไรเราจึงต้องยกมือขณะอธิษฐาน)

12672045_10153294333585143_4657637310561417361_o

หลายคนอาจสงสัยว่ามือนั้นสำคัญไฉน อันที่จริงแล้วส่วนปลายของร่างกายเรา เช่น นิ้วมือ นั้นเป็นประตูฝ่ายวิญญาณ มันเป็นทางเข้าออกฝ่ายวิญญาณสำหรับพระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อเรายื่นมือออกไป การเจิมนั้นก็จะถูกส่งออกมาจากมือของเรา อันที่จริงองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ดำรงอยู่ในคุณนั้นทรงเป็นผู้ที่มอบการเจิม พระองค์เป็นผู้มอบหรือส่งการเจิมผ่านมือของคุณนั่นเอง โดยการเจิมนั้นคือพลังที่พิเศษ คือพลังขององค์พระเจ้าสำหรับการช่วยกู้ การปลดแอก และการทำให้ผู้คนเจริญรุ่งเรือง การเจิมนั้นทำลายแอกแห่งความเป็นทาส และเปิดประตูแห่งพระพรของพระเจ้า ฉะนั้นคุณมีอะไรบางอย่างที่สามารถส่งผ่านไปยังคนอื่นหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงในบริเวณรอบๆและในที่อื่นๆได้

พระคัมภีร์บอกเราว่า การยื่นมือของเหล่าอัครสาวกนั้นทำให้เกิดหมายสำคัญและการอัศจรรย์ในหมู่ผู้คน นั่นก็หมายความว่า ผ่านทางการยื่นมือไปนั้น ความหวังก็ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ภาระก็ถูกยกออก อาการเจ็บป่วยและโรคต่างๆก็ได้รับการรักษา และชะตาของคนก็ได้รับการแก้ไขโดยองค์พระวิญญาณ และองค์พระวิญญาณองค์เดียวกันนั้นก็ทรงดำรงอยู่ในเราในวันนี้ และพระพรของพระเจ้านั้นก็สามารถส่งผ่านไปยังคนอื่นๆได้ผ่านทางการยื่นมือของเรา บางครั้งภายในคริสตจักรจะมีการยื่นมือไปทางคนคนหนึ่งหรือคนกลุ่มหนึ่งเพื่ออธิษฐาน ในกรณีนั้นก็ขอให้เรารู้และเข้าใจว่าเราทำสิ่งนี้เพราะว่าพลังนั้นสามารถถูกปลดปล่อยผ่านมือของเราได้นั่นเอง

อพยพ 17:11-13 กล่าวว่า “ตราบเท่าที่โมเสสชูมือขึ้น อิสราเอลก็เป็นฝ่ายชนะ แต่เมื่อใดเขาลดแขนลง ทหารของอามาเลขก็เป็นฝ่ายชนะ เมื่อแขนของโมเสสล้ามาก อาโรนกับเฮอร์จึงกลิ้งก้อนหินมาให้โมเสสนั่ง แล้วเขาทั้งสองก็ชูแขนของโมเสสไว้คนละข้างตราบจนตะวันลับฟ้า โยชูวาจึงรบชนะกองทัพอามาเลขด้วยคมดาบ” นี่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าการยกมือขึ้นนั้นทรงพลังมากเพียงใด ในทำนองเดียวกันองค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงใช้มือของเราในการต่อสู้สงครามฝ่ายวิญญาณ “ขอถวายสรรเสริญแด่พระยาห์เวห์ พระศิลาของข้าพเจ้า ผู้ทรงฝึกมือของข้าพเจ้าให้ทำศึก ฝึกนิ้วของข้าพเจ้าให้สู้รบ” (สดุดี 144:1)

อธิษฐานตามพระประสงค์

พระเยซูได้ทรงสอนเหล่าสาวกของพระองค์ว่าพวกเขาควรจะอธิษฐานอย่างไรในมัทธิว 6 “…ขอให้อาณาจักรของพระองค์ได้รับการสถาปนาไว้ ขอให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จ…” และใน 1 ยอห์น 5:14-15 “นี่คือความมั่นใจที่เรามีเมื่อเข้าเฝ้าพระเจ้า คือถ้าเราทูลขอสิ่งใดที่สอดคล้องกับพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์ก็ทรงฟังเรา  และถ้าเรารู้ว่าพระองค์ทรงฟังเรา เมื่อเราทูลขอสิ่งใดๆ เราก็รู้ว่าจะได้รับสิ่งที่เราทูลขอจากพระองค์”
การที่เราขอสิ่งที่ยิ่งใหญ่ซึ่งอยู่ในพระสัญญาของพระองค์นั้นเป็นการให้เกียรติพระเจ้า และการขอสิ่งที่เล็กนิดเดียวในขณะที่พระองค์ได้สัญญาว่าจะให้สิ่งที่ยิ่งใหญ่เป็นการไม่ให้เกียรติพระองค์ ฉะนั้นเราจึงควรที่จะทูลขอตามพระประสงค์ของพระองค์เพราะว่าพระองค์นั้นมีสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา เยเรมีย์ 29:11 กล่าวว่า “เพราะเรารู้แผนการที่เรามีไว้สำหรับเจ้า…” พระเจ้าทรงมีแผนการสำหรับเราทุกคน ด้วยเหตุนี้เราควรจะละทิ้งแผนการของตัวเองและแสาะหาแผนการของพระเจ้าแทน

อธิษฐานด้วยความเชื่อ

“ถ้าไม่มีความเชื่อก็เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัย” ฮิบรู 11:6

มาระโก 11:24 กล่าวว่า “เหตุฉะนั้นเราบอกท่านว่าไม่ว่าท่านอธิษฐานทูลขอสิ่งใดจงเชื่อว่าจะได้รับแล้วท่านจะได้สิ่งนั้น” ฉะนั้นทฤษฎีของฉันคือ “คำอธิษฐานนั้นไม่ถูกต้องถ้าหากไม่ได้ออกมาจากความเชื่อ” การใช้เวลาอธิษฐานนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าความยาวของการอธิษฐานนั้นไม่มีความหมายแต่อย่างใดถ้าหากว่าคำอธิษฐานนั้นไม่ได้มาจากความเชื่อ คุณอาจจะอธิษฐานอย่างทรงพลังด้วยภาษาแปลกๆ แต่ถ้าหากว่าคุณไม่มีความเชื่อสำหรับสิ่งที่คุณอธิษฐาน มันก็เป็นเพียงการกระทำเพียงผิวเผิน สุดท้ายคุณก็อาจจะเจ็บไข้ได้ป่วย ในเวลาที่เราอธิษฐานเราจำเป็นต้องมีความเชื่อ และเพื่อให้คำอธิษฐานนั้นเกิดผลเราจะต้องเชื่อในสิ่งที่ได้อธิษฐานไปและสรรเสริญพระเจ้าสำหรับสิ่งที่เราได้ทูลขอพระองค์ ฮิบรู 11:1 กล่าวว่า “ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้และมั่นใจในสิ่งที่เรามองไม่เห็น” ความเชื่อในความเชื่อไม่ได้มีความหมายอะไร แต่ความเชื่อในองค์พระเจ้าผู้ดำรงอยู่นั้นสามารถเคลื่อนภูเขาได้! ความเชื่อนั้นคือความมั่นใจที่ว่าพระองค์นั้นได้ทรงตอบคำอธิษฐานแล้ว และด้วยความเชื่อในพระเจ้านั้นถึงแม้จะมีสิ่งที่แลดูเหมือนว่าเป็นไปไม่ได้โดยธรรมชาติ แต่เราก็สามารถมองเห็นความเป็นไปได้ว่าการอัศจรรย์สามารถเกิดขึ้นได้

ความไม่ย่อท้อ

ในส่วนของความไม่ย่อท้อนั้น ฉันท่องขึ้นใจว่า “จะต้องอธิษฐานจนกว่าบางสิ่งบางอย่างจะเกิดขึ้น”  
พระเจ้าทดสอบความใจเย็นของเราผ่านทางการอธิษฐานเช่นกัน ฉันเลยปักใจไม่ล้มเลิกจนกว่าฉันจะได้รับคำตอบสำหรับคำอธิษฐานของฉัน พระเยซูเองก็ได้ทรงสอนว่าความไม่ย่อท้อนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการอธิษฐาน “ท่านทั้งหลายต้องอดทนบากบั่น เพื่อว่าเมื่อท่านได้ทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าแล้ว ท่านจะได้รับสิ่งที่พระองค์ทรงสัญญาไว้” ฮิบรู 10:36
การอธิษฐานอยู่เสมอนั้นถือว่าเป็นการพึ่งพาพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียวและเป็นการมีส่วนร่วมในองค์พระบิดา
เปาโลได้สั่งไว้ใน 1 เธสะโลนิกา 5:17 ว่า “จงอธิษฐานอยู่เสมอ” และเมื่อคุณอธิษฐานแล้ว ก็จงรอคอยพระเจ้า ยืนหยัดและไม่ถอย พระเจ้าจะทรงตอบในฤดูกาลที่ทรงเห็นสมควรถ้าหากคุณไม่ย่อท้อ

ทัศนคติอย่างพระเจ้า

สุดท้ายนี้พี่น้องทั้งหลาย จงใคร่ครวญถึงสิ่งที่เลอเลิศหรือสิ่งที่ควรสรรเสริญคือ สิ่งที่จริง สิ่งที่น่านับถือ สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่บริสุทธิ์ สิ่งที่น่ารัก สิ่งที่น่ายกย่อง (ฟีลิปปี 4:8)

ทัศนคตินั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก จิตวิญญาณของเรานั้นจะต้องดำรงอยู่ในทัศนคติที่เงียบสงบด้วยความเชื่อและความรักต่อองค์พระเจ้า ส่วนที่เหลือนั้นให้เราละไว้เป็นหน้าที่ของพระเจ้า เพราะพระองค์นั้นสัตย์ซื่อต่อพันธสัญญาของพระองค์ พี่น้องที่รัก อย่าปล่อยให้ความคิดลบๆกระวนกระวายอย่างโลกมาครอบครองความคิดของคุณ แต่ขอให้คุณมุ่งความคิดของคุณไปยัง สิ่งที่ควรสรรเสริญให้เรายึดมั่นอย่างไม่คลอนแคลนในความหวังใจซึ่งเราประกาศรับไว้เพราะพระองค์ผู้ทรงสัญญานั้นทรงสัตย์ซื่อ” ฮิบรู 10:23 จำไว้เสมอว่าพระเจ้านั้นทรงเหมือนเดิมเมื่อวานนี้ วันนี้ และตลอดไป

อ่านตอนที่ 4: คลิกที่นี่

Advertisements