สงครามฝ่ายวิญญาณ / Spiritual Combat

12647108_551588295017923_4834380200006775101_n

 

FOR ENGLISH VERSION: Click Here

 

เมื่อใดก็ตามที่เราคุกเข่าลงเพื่ออธิษฐาน จะมี 2 สิ่งเกิดขึ้น:
ทันที่เราคุกเข่าลงในพระนามของพระเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้าจะปรากฎอยู่ข้างเรา และในไม่ช้าทูตของมารก็จะเข้ามาและต่อสู้กับเรา เพื่อที่จะต่อต้าน และขัดขวางเราเพื่อให้คำอธิษฐานนั้นไม่สัมฤทธิ์ผลมาก เพราะคำอธิษฐานของเรานั้นเป็นอาวุธร้ายที่เราใช้ต่อสู้กับมาร
ฉะนั้นการต่อสู้ฝ่ายวิญญาณจะเกิดขึ้นเมื่อเราเริ่มแสวงหาพระเจ้าอย่างเต็มที่ ถ้าหากว่าดวงตาฝ่ายวิญญาณของเรานั้นไม่เปิดเราก็อาจจะไม่ทราบถึงการต่อสู้นี้ ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ ก็มีสัญญาณบางอย่างที่สามารถบอกเราได้ว่ามารนั้นได้มาต่อสู้กับเราในขณะที่เรากำลังอธิษฐาน:
  • ความรู้สึกเหนื่อยหรืออ่อนแรง
  • ความง่วง และการผลอยหลับไปขณะที่กำลังอธิษฐานหรืออ่านพระคำของพระเจ้า
  • ความคิดวอกแวก ทำให้ลืมที่จะจดจ้องความสนใจไปยังพระเจ้าและสิ่งที่เป็นของเบื้องบน ที่ซึ่งองค์พระคริสต์ประทับอยู่
  • การไม่สามารถออกเสียงดังได้ หรือเสียงออกมาไม่ชัด
  • การไม่สามารถนั่งอธิษฐานในอริยาบทที่ถูกต้องได้
  • สิ่งรบกวนสมาธิ เบี่ยงเบนความสนใจต่างๆ และ ความรู้สึกไม่อยากจะอธิษฐาน ฯลฯ
มารนั้นชนะก็เมื่อมันได้ทำให้เราอธิษฐานเสร็จโดยที่ไม่สัมฤทธิ์ผลอะไรเลย
ฉะนั้นไม่ว่าเราจะรู้สึกอย่างไรก็ตามในช่วงแรกเริ่มของการอธิษฐาน ขอให้เราจงอธิษฐานต่อไปจนกว่าจะผ่านมันไปได้ เราจะรับรู้ได้ว่าเราได้ผ่านมันไปแล้วก็ต่อเมื่อการอธิษฐานนั้นลื่นไหลและเมื่อเราสามารถจดจ้องความสนใจไปยังพระเจ้าได้อย่างง่ายดาย แล้วเราควรจะทำอย่างไรล่ะจึงจะผ่านมันไปได้ล่ะ?

คำตอบ

สัญญานที่กล่าวมาข้างต้นอาจจะเกิดขึ้นเป็นเวลาสักพัก อาจจะสัก 30 นาที หรือมากหรือน้อยกว่านั้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเราได้ดำเนินชีวิตในวันนั้นอย่างไร ถ้าหากว่าเราได้มีการอธิษฐานมาก่อน เช่น ได้ไปร่วมอธิษฐานในกลุ่มอธิษฐาน เราก็จะสามารถลงลึกได้ง่ายขึ้น
เมื่อใดที่เราสังเกตเห็นหนึ่งในสัญญาณเหล่านี้ ก็ขอให้รู้ไว้ว่าเรากำลังถูกโจมตีอยู่ และเราจะต้องยืนกรานในอำนาจของพระนามพระเยซูในทันที และผูกมัดมารแล้วขับมันออกไปจากชีวิตในนามของพระเยซู มารนั้นหัวแข็งและไม่ยอมออกไปง่ายๆฉะนั้นบางครั้งเราอาจจะต้องจัดการกับมันถึงประมาณ 3 ครั้ง
ในบางครั้งเราจะสามารถรับรู้ได้ว่าวิญญานชั่วประเภทไหนกำลังต่อสู้กับเราอยู่ ให้เราผูดมัดมันและขับมันออกไป แต่ก่อนที่เราจะขับมันออกไปให้เราแน่ใจว่าเราได้สำนึกบาปแล้ว เพราะว่ามารนั้นจะไม่ต้องทำตามเราและออกไปในเมื่อมันมีสิทธิ์ที่จะอยู่เพราะบาปของเราให้สิทธิ์นั้นแก่มัน
ต่อสู้ด้วยกำลังทั้งหมดที่มี ตะโกนออกนามพระเยซู พระโลหิตของพระเยซู ไฟแห่งพระวิญญาณ ดาบแห่งพระวิญญาณ อ้างข้อพระคัมภีร์ เช่น “จงยืนหยัดต่อสู้กับมารและมันจะหนีไปจากท่าน” “ไม่มีอาวุธชิ้นใดที่ต่อสู้เราแล้วเอาชนะเจ้าได้” ฯลฯ

“พวกเขาชนะพญามารโดยพระโลหิตของพระเมษโปดกและโดยคำพยานของตน…” เห็นไหมว่าพระคัมภีร์นั้นได้กล่าวไว้ว่าเราเอาชนะซาตาน! ฮาเลลูยา!

เมื่อทำเช่นนี้แล้วก็ขอให้เราพยายามบากบั่นไม่ท้อถอย ยืนหยัดต่อสู่กับมารด้วยกำลังทั้งหมดที่มี อย่าตกใจถ้าหาก 20 นาทีผ่านไปสงครามฝ่ายวิญญาณนั้นยังไม่จบสิ้น บางครั้งเราอาจจะไม่รับรู้ถึงชัยชนะได้ง่ายๆแต่อย่าล้มเลิก เพราะในไม่ช้าบรรยากาศก็จะเปลี่ยนไปและเราจะรู้ว่าเรากำลังชนะอยู่
เมื่อใดก็ตามที่คำอธิษฐานนั้นไม่ลื่นไหล นั่นหมายความว่ากำลังเกิดการต่อสู้ฝ่ายวิญญาณอยู่ อย่าได้หยุดจนกว่าที่เราจะเอาชนะมารนั้นได้แล้วคำอธิษฐานจะขึ้นไปยังบัลลังก์ขององค์พระเจ้า จงยืนหยัดต่อสู้กับมาร แล้วมันจะหนี หนี และหนีจากไป! นี่เป็นสิ่งที่องค์พระเจ้าตรัสไว้ ฮาเลลูยา!

สิ่งที่ต้องทำในการเตรียมตัวเพื่ออธิษฐานต่อสู้ในสงครามฝ่ายวิญญาณ

เข้าหาพระเจ้าด้วยการขอบพระคุณและมอบเวลาให้้กับพระองค์ ทูลขอให้พระองค์ทรงปกป้องเวลาที่จะใช้ร่วมกับพระองค์ ให้พระองค์ซ่อนคุณไว้ในที่ลับและปกป้องคุณจากสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง และจากนั้น…

 

full-armour-of-God

 

สวมยุทธภัณฑ์ของพระเจ้า

พระเจ้าทรงมีเหตุผลมอบยุทธภันฑ์ของพระองค์แก่เรา เพราะเป็นเรื่องปกติที่ไม่ว่าใครก็ตามที่เลือกที่จะดำเนินชีวิตอย่างชอบธรรมจะต้องเผชิญกับสงครามฝ่ายวิญญาณ แต่ข่าวดีก็คือเราสามารถเอาชนะได้ผ่านทางพระองค์ผู้ทรงรักเรา! เราสามารถเอาชนะสงครามฝ่ายวิญญาณใดๆที่เข้ามาถ้าหากเราปฏิบัติตามพระบัญชาและพระบัญญัติของพระเจ้าในสงครามนั้น
เพราะเราไม่‍ได้ต่อ‍สู้กับเนื้อ‍หนังและเลือด แต่ต่อ‍สู้กับพวกภูต‍ผีที่ครอบ‍ครอง พวกภูต‍ผีที่มีอำนาจ พวกภูต‍ผีที่ครองพิภพในยุคมืดนี้ ต่อ‍สู้กับพวกวิญ‌ญาณชั่วในสวรรค‌สถาน เพราะ‍เหตุ‍นี้จงรับยุทธ‌ภัณฑ์ทั้งชุดของพระ‍เจ้าไว้ เพื่อท่านจะสามารถต่อ‍สู้ในวันชั่ว‍ร้ายนั้น และเมื่อทำทุก‍อย่างแล้วจะยังยืน‍หยัดอยู่ได้ เพราะ‍ฉะนั้นจงยืน‍หยัดไว้ เอาความจริงคาดเอว เอาความชอบ‍ธรรมเป็นเกราะป้อง‍กันอก  และเอาความพรั่ง‍พร้อมในการประ‌กาศข่าว‍ประ‌เสริฐ แห่งสันติ‍สุขมาสวมเป็นรอง‍เท้า  และพร้อมกับสิ่งทั้ง‍หมดนี้ จงเอาความเชื่อเป็นโล่ ด้วยโล่นี้พวก‍ท่านจะสามารถดับลูก‍ศรเพลิงทั้ง‍หมดของมารร้าย จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้อง‍กันศีรษะ และจงถือพระ‍แสง ของพระ‍วิญ‌ญาณคือพระ‍วจนะของพระ‍เจ้า จงอธิษ‌ฐานในพระ‍วิญ‌ญาณทุกเวลาโดยการอธิษ‌ฐานและการวิง‍วอนทุกๆ อย่าง เพราะเหตุ‍นี้จงเฝ้า‍ระวังด้วยความเพียรและด้วยการวิง‍วอนเผื่อธรร‌มิก‌ชนทุกคนอยู่เสมอ
เอเฟซัส 6:10-18

เราต่อสู้กับพลังอำนาจ 4 อย่าง:

  1. ภูต‍ผีที่ครอบ‍ครอง
  2. ภูต‍ผีที่มีอำนาจ
  3. ภูต‍ผีที่ครองพิภพในยุคมืดนี้
  4. พวกวิญ‌ญาณชั่วในสวรรค‌สถาน

สงครามฝ่ายวิญญาณนั้นเกิดขึ้นจริง มารนั้นมีพลังฉะนั้นพระคัมภีร์จึงใช้คำว่า ‘อำนาจ, วิญญาณชั่ว ฯลฯ’ เพื่ออธิบายพลังอำนาจ 4 กลุ่มนี้ และบรรดาบุตรพระเจ้าทั้งหลายก็ไม่ควรจะปล่อยให้มารซาตานเอาเปรียบได้ และไม่ควรจะเพิกเฉยต่อแผนการชั่วร้ายของมัน จริงอยู่ที่ว่ามารนั้นได้พ่ายแพ้ต่อพระเยซูคริสต์ แต่ว่าเพราะเหตุใดมันจึงสามารถนำพาคนนับไม่ถ้วนให้หลงทางได้ล่ะ? ทางเดียวที่มันสามารถทำได้ก็คือผ่านทางการหลอกลวง มันทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้คนนั้นเชื่อในคำโกหกของมัน นี่เป็นสาเหตุที่เข็มขัดแห่งความจริงนั้นเป็นยุทธภันฑ์ชิ้นแรกที่พระเจ้าประทานให้แก่เรา คุณจะรู้จักความจริงและความจริงจะทำให้คุณเป็นไท คุณจะต้องรู้จักความจริง และเชื่อในความจริง และคุณจะดำเนินไปในความเสรีตลอดชั่วชีวิตของคุณ

ยุทธภัณฑ์ 7 อย่างที่พระเจ้าประทานให้:

  1. เข็มขัดแห่งความจริง
  2. เกราะหน้าอกแห่งความชอบธรรม
  3. ข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข
  4. โล่แห่งความเชื่อ
  5. หมวกเกราะแห่งความรอด
  6. ดาบแห่งพระวิญญาณ
  7. การอธิษฐานตลอดเวลาในพระวิญญาณ

อันที่จริงนั้นมียุทธภัณฑ์มากกว่าที่กล่าวไว้ (ที่องค์พระเจ้าประทานให้แก่ผู้ที่แสวงหาพระองค์ แต่ว่ายุทธภัณฑ์ 7 อย่างนี้เป็นพื้นฐาน และเพียงพอที่จะช่วยให้เราเอาชนะสงครามฝ่ายวิญญาณธรรมดาได้หากคุณใช้มันอย่างถูกต้อง)

เข็มขัดแห่งความจริง: จงระวังคำสอนที่ผิด ทุกวันนี้เราสามารถพบมันได้อย่างง่ายๆดายบน อินเตอร์เน็ต, เฟสบุ๊ค, อีเมล์ ฯลฯ เพราะว่ามีผู้ที่ถือตนเป็นอาจารย์ และทูตของมาร ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเราในคริสตจักร ในกลุ่มอธิษฐาน และพวกเขาก็ชักนำบรรดาบุตรของพระเจ้าให้หลงทาง และสร้างความแตกแยกในหมู่พวกเรา เมื่อไม่นานมานี้ หนึ่งในบรรดาผู้ที่มาเข้าร่วมคริสตจักรของเราเป็นทูตพิเศษของซาตาน ทุกวันทุกคืนคนคนนี้จะมาเข้าร่วมคริสตจักรของเรา และหลังจากที่เราเลิกแล้วเขาก็จะถูกมารนั้นนำตัวไปยังอาณาจักรแห่งความมืดของมันเพื่อรายงานและวางแผนการทำลายคริสตจักรต่างๆรวมถึงบรรดาบุตรของพระเจ้า ในทุกวันนี้ มีทูตของมารเข้ามาแทรกแซงภายในคริสตจักรมากกว่าเคย จงระแวดระวัง อย่าปล่อยปละละเลย จงสวมเข็มขัดแห่งความจริงไว้ เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณเชื่อในคำโกหกก็เท่ากับการเปิดประตูกว้างๆให้กับมารซาตาน ภายในคริสตจักรของเรา มีหลายครั้งที่เราขับวิญญาณชั่วที่เข้าสิงคริสเตียนที่เชื่อในคำสอนที่ผิด พระคำของพระเจ้าคือความจริง เราสามารถสวมเข็มขัดแห่งความจริงโดยการอ่านและฟังพระคำของพระองค์และเชื่อหมดใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าหากว่าคุณไม่อ่านพระคำอย่างสัตย์ซื่อ นั่นก็หมายความว่าคุณไม่มีเข็มขัดแห่งความจริง

เกราะหน้าอกแห่งความชอบธรรม: โรม 6:16 บอกเราว่าการเชื่อฟังพระเจ้านั้นส่งผลให้เกิดความชอบธรรม เราจำเป็นต้องเชื่อฟังพระคำของพระเจ้าในทุกกรณี คนเราจะเรียกว่าเป็นคนของธรรมได้ก็จากสิ่งที่เขากระทำ ไม่ใช่แต่เพียงสิ่งที่เขาเชื่ออย่างเดียว เมื่อคุณดำเนินชีวิตด้วยการเชื่อฟังบทบัญญัติและพระบัญชาของพระบัญชาของพระเจ้า พระองค์จะประทานเกราะหน้าอกแห่งความชอบธรรมแก่คุณ

ข่าวพระเสริฐแห่งสันติสุข: คุณจำเป็นต้องประกาศข่าวประเสริฐแก่เพื่อนบ้านของคุณ ทั้งที่อยู่ใกล้และไกล เพราะว่าเท้าของคุณนั้นจำเป็นต้องสวมความพรั่งพร้อมในการประกาศข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข นั่นก็หมายความว่าคุณจำเป็นต้องไป ฉะนั้นก็ขอให้คุณไป! เพราะทุกวันนี้มีเทคโนโลยีเป็นทางลัดเราจึงไม่อยากจะออกไปบนถนนเพื่อช่วยเหลือผู้ที่หลงหาย เราทำทุกอย่างผ่านทางอินเตอร์เน็ตและการส่งข้อความ แต่อันที่จริงแล้วเราจำเป็นต้องออกไป! มันมีความแตกต่างในการไปทำพันธกิจแบบตัวต่อตัว! พระราชกิจของพระเจ้าโดยมากนั้นอาศัยการลงมือทำจริงๆ พระเยซูได้ตรัสไว้ว่า “จงไปสร้างสาวกจากมวลประชาชาติ” เมื่อคุณประกาศข่าวประเสริฐด้วยความสัตย์ซื่อ พระเยซูจะประทานยุทธภัณฑ์แห่งข่าวประเสริฐแห่งสันติสุขให้แก่คุณ คริสตจักรของเรานั้นไปประกาศทุกสัปดาห์ และเราได้เข้าถึงผู้คนหลายพันคนในแต่ละเดือน
โล่แห่งความเชื่อ: เมื่อคุณอ่านหรือได้ยินพระคำของพระเจ้า คุณจำเป็นต้องเชื่อ! ไม่มีความสงสัย ไม่มีการตั้งคำถาม! เคยหรือที่พระเจ้าไม่สัตย์ซื่อ? ทำไมเราจึงต้องสงสัยในพระพระเจ้าผู้ทรงไม่เคยทำให้เราผิดหวังแม้แต่ครั้งเดียว? คุณจะต้องมีความเชื่อที่ยิ่งใหญ่! ฉันขอสอนสั้นๆเกี่ยวกับความเชื่อที่ยิ่งใหญ่:
  1. จงฟังและอ่านพระคำของพระเจ้า? คุณอาจจะถามว่า มากแค่ไหน? ฉันขอตอบว่า มากเท่าที่คุณต้องกินข้าวในแต่ละวัน ฉะนั้นคุณก็ควรจะรับพระคำของพระเจ้าประเภทที่เรียกได้ว่าเป็นการ “กินเลี้ยง” เลยทีเดียว มันจะดีมากแค่ไหนถ้าหากว่าคุณ “กินเลี้ยง” พระคำของพระเจ้ามื้อเช้า มื้อกลางวัน และมื้อเย็น? เมื่อคุณเอาจริงเอาจังกับพระคำของพระเจ้า พระองค์จะประทานดาบแห่งพระวิญญาณให้แก่คุณ ภายในคริสตจักรของเรา เราแนะนำให้ผู้เริ่มต้นอ่านพระคัมภีร์ 10 บท ต่อวัน และเราก็ส่งเสริมให้คุณให้ทำเกินกว่านี้!
  2. การพูดภาษาแปลกๆนั้นเป็นการช่วยให้ความเชื่อของคุณเติบโต ยูดา 20 กล่าวว่า “ส่วนท่านเพื่อนที่รักทั้งหลาย จงเสริมสร้างกันขึ้นในความเชื่ออันบริสุทธิ์ที่ท่านมีอยู่ และจงอธิษฐานในพระวิญญาณบริสุทธิ์”
  3. ใช้ความเชื่อ

หมวกเกราะแห่งความรอด

ดาบแห่งพระวิญญาณ: อธิษฐานอยู่ตลอดเวลา

คำอธิษฐานเพื่อสวมยุทธภัณฑ์อย่างเต็มยศของพระเจ้า

พระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นพระเจ้า ข้าพระองค์กล่าวสวัสดีและรายงานตัวในหน้าที่ต่อพระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นผู้บังคับบัญชาและผู้นำของข้าพระองค์ แต่ก่อนอื่นข้าพระองค์จะต้องสวมยุทธภัณฑ์ของพระองค์เนื่องจากว่าของที่ข้าพระองค์มีนั้นไม่สามารถต้านทานศัตรูได้
ดังนั้นข้าพระองค์หยิบสวมเข็มขัดแห่งความจริง ข้าพระองค์จะประสงค์, พูด และปฏิบัติตามทางแห่งความจริง
อันดับที่สอง ข้าพระองค์หยิบสวมเกราะหน้าอกแห่งความชอบธรรม ขอบพระคุณพระองค์ที่นี่คือความชอบธรรมของพระองค์และความชอบธรรมนี้จะป้องกันอวัยวะสำคัญของข้าพระองค์โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวใจ ข้าพระองค์จะพูด, คิด, และกระทำอย่างชอบธรรม
อันดับที่สาม ข้าพระองค์หยิบสวมรองเท้าแห่งข่าวพระเสริฐแห่งสันติสุข และข้าพระองค์จะเตรียมข่าวพระเสริฐโดยการอ่านพระคำของพระองค์และโดยการเตรียมพร้อมที่จะให้การเกี่ยวกับความหวังที่อยู่ในข้าพระองค์
อันดับที่สี่ ข้าพระองค์หยิบสวมหมวกเกราะแห่งความรอด ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าขอทรงโปรดทรงกอบกู้ข้าพระองค์จากโลก, เนื้อหนัง, และมาร แล้วข้าพระองค์จะเชื่อว่าพระองค์จะทรงมอบจิตใจขององค์พระคริสต์และความคิดของพระองค์
จากนั้นแล้ว ข้าพระองค์หยิบสวมโล่แห่งความเชื่อซึ่งจะดับศรที่ลุกโชนของศัตรู ไม่ว่าจะเป็นศรแห่งการล่อลวงให้ทำบาป, การกล่าวหา, คำหลอกลวง, หรือการก่อกวน
สุดท้ายนี้ เพื่อเป็นการป้องกัน ข้าพระองค์หยิบยกดาบแห่งพระวิญญาณ ซึ่งก็คือพระคำที่พระวิญญาณทรงมอบให้เพื่อที่จะเอ่ยต่อมารซาตานในวิถีทางที่พระองค์ทรงนำ
นอกเหนือจากนี้แล้ว ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์หยิบสวมเสื้อคลุมแห่งความรัก ขอพระองค์ประทานความรักของพระองค์ต่อทุกคนที่ข้าพระองค์จะพบเจอในวันนี้ให้แก่ข้าพระองค์
และตอนนี้ข้าพระองค์ได้ตัดสินแล้วว่าข้าพระองค์ได้สวมใส่ยุทธภัณฑ์ดีพร้อมแล้วสำหรับศึกสงครามที่จะเข้ามาในวันนี้

จากนั้นขอการปกป้องสำหรับคนอื่นๆ “เรายืนยันว่าตัวเราเองและคนที่เราได้อธิษฐานเผื่อเหล่านั้นได้อยู่ภายใต้การปกป้องอย่างเต็มที่ทั้งกาย, วิญญาณ, จิตใจ, ความคิด, เจตนา, ความรู้สึก, สภาพแวดล้อม, ความสัมพันธ์, การเงิน และจากโลก, เนื้อหนัง, และมาร

ข้อควรจำ: เราไม่สามารถสวมเสื้อผ้าที่เราไม่มีได้ เช่นเดียวกันนั้น เราไม่สามารถสวมยุทธภัณฑ์ที่เราไม่มีได้ เพื่อที่เราะมียุทธภัณฑ์ได้ เราจำเป็นที่จะต้องมีความเชื่อที่มาพร้อมกับการลงมือทำจริงๆ การสวมยุทธภัณฑ์นั้นไม่ใช่การท่องคำสวดแต่อย่างใด แต่มันเป็นการอธิษฐานที่มาพร้อมกันกับการลงมือทำ ตัวอย่างเช่น ถ้าหากว่าคนคนหนึ่งเป็นคนที่โกหก คนนั้นจะไม่สามารถอธิษฐานว่า “ข้าพระองค์หยิบสวมเข็มขัดแห่งความจริง ข้าพระองค์เชื่อว่าพระองค์ได้สวมเรียบร้อยแล้ว…” เพื่อให้ได้มาซึ่งความจริง เราจำเป็นที่จะเชื่อในความจริง พูดความจริง ปฏิบัติในทางแห่งความจริง

ทำไมการมียุทธภัณฑ์จึงสำคัญ?

ถ้าหากว่าเราไม่มีอาวุธ เราจะชนะสงครามได้อย่างไร? สมมุติว่าเกิดสงครามระหว่าง 2 ประเทศ เขาจะชนะสงครามได้อย่างไรหากเขาไม่มีอาวุธ เช่นเดียวกันบรรดาบุตรของพระเจ้านั้นจะไม่สามารถชนะสงครามฝ่ายวิญญาณได้หากไม่มียุทธภัณฑ์เต็มยศของพระเจ้า พระเจ้าประทานยุทธภัณฑ์อย่างเต็มยศ ไม่ใช่เฉพาะแค่บางชิ้น ฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องมีครบทั้งหมด
คุณรู้หรือไม่ว่าทูตสวรรค์ที่พระเจ้าทรงส่งมาต่อสู้ให้กับคุณจะสวมยุทธภัณฑ์แบบเดียวกันกับที่คุณมี? คุณรู้ไหมว่าทูตสวรรค์ผู้อารักขาคุณนั้นจะสะท้อนความเชื่อของคุณ? หมายความว่า ถ้าหากว่าคุณไม่มีพระคำของพระเจ้าอยู่ในคุณ ทูตสวรรค์ของคุณก็จะไม่มีโล่แห่งความเชื่อและดาบแห่งพระวิญญาณ! ระหว่างเวลาอธิษฐานในคริสตจักรของเราครั้งหนึ่ง ดวงตาฝ่ายวิญญาณของนักอธิษฐานผู้หนึ่งเปิดขึ้นและเขาก็ได้เห็นการต่อสู่ฝ่ายวิญญาณที่กำลังดำเนินอยู่ เหล่าวิญญาณชั่วนั้นก็กำลังเอาชนะคนที่กำลังอธิษฐานเป็นภาษาอังกฤษอยู่ นักอธิษฐานนั้นจึงสงสัยว่าทำไมทูตสวรรค์ผู้อารักขาเขาจึงไม่สามารถเอาชนะมารได้ และในทันทีนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทรงเตือนเขาให้อธิษฐานด้วยภาษาแปลกๆ แล้วเมื่อเขาทำเช่นนั้น ทูตสวรรค์ผู้ทำหน้าที่ต่อสู้สงครามก็เข้ามาและเอาชนะมารนั้น เพราะเมื่อเขาอธิษฐานด้วยภาษาแปลกๆ เขาได้ใช้ยุทธภัณฑ์ชิ้นที่ 7 ของพระเจ้า (การอธิษฐานในพระวิญญาณ) ในสงครามฝ่ายวิญญาณนั้น การอธิษฐานด้วยภาษาแปลกๆนั้นทรงพลังมาก เพราะว่าเราไม่รู้ว่าเราควรจะอธิษฐานอย่างไร แต่องค์พระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นทรงอธิษฐานเผื่อเรา

เราจะสามารถมียุทธภัณฑ์เหล่านี้ได้อย่างไร?

อย่างที่เราเห็นอยู่ พระเจ้าทรงมียุทธภัณฑ์สำหรับบรรดาบุตรของพระองค์ สิ่งที่เราต้องทำคือรับมันมาและสวมมันไว้ คนที่สามารถรับมันมาได้คือคนที่ปฏิบัติตามพระคำของพระองค์ ไม่ใช่แต่เพียงสักแต่ว่าฟังเท่านั้น

การต่อสู้ฝ่ายวิญญาณที่คริสตจักร Blazing Holy Fire

หลักๆคริสตจักรของเรานั้นอธิษฐานทุกวันตั้งแต่ 1 ทุ่มจนถึงเที่ยงคืน หรือตลอดทั้งคืน บรรดาคนที่มีดวงตาฝ่ายวิญญาณนั้นเห็นว่าทุกคืนระหว่าง 1 ทุ่มถึง 3 ทุ่ม การต่อสู้ฝ่ายวิญญาณนั้นดำเนินอยู่ และมารก็พ่ายแพ้อย่างหมดท่า องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสอนเราให้ต่อสู้และเราก็ใช้ทุกวิถีทางที่พระองค์ทรงบอกในการต่อสู้ด้วยความเชื่อ เมื่อถึง 3 ทุ่ม เมื่อเรากลับมาจากพัก เราก็มีเวลาใกล้ชิดสนิทสนมกับองค์พระผู้เป็นเจ้า รับของประทาน และในบางครั้งสงครามฝ่ายวิญญาณก็เกิดขึ้นอีกครั้งแต่ว่ามารนั้นไม่มีโอกาสที่จะต่อต้านได้ ต่อไปนี้คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้และต้องการจะแบ่งป้นกับคุณ:

 

maxresdefault

 

อธิษฐานทุกวัน: อธิษฐานทุกวัน ไม่มีหยุดวันไหน เมื่อพระเยซูทรงสอนเราให้อธิษฐาน พระองค์ได้ตรัสว่า “โปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย” การอธิษฐานนั้นต้องทำทุกวัน จะดีถ้าหากทำวันละอย่างน้อย 3 ครั้งต่อวัน ดาเนียลก็อธิษฐาน 3 ครั้งต่อวันเช่นกัน “เมื่อดาเนียลทราบว่าพระราชกฤษฎีกาประกาศใช้แล้ว เขาก็กลับบ้านและขึ้นไปยังห้องชั้นบนซึ่งหน้าต่างเปิดไปทางกรุงเยรูซาเล็ม เขาคุกเข่า อธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้าของเขาวันละสามครั้งตามที่เคยปฏิบัติเสมอมา” (ดาเนียล 6:10)
จัดตารางเวลาสำหรับการอธิษฐาน: เราจะต้องมีตารางเวลาสำหรับการอธิษฐาน ไม่ใช่อธิษฐานเมื่อไรก็ได้ ไม่มีเวลาที่แน่นอน เราไม่ควรจะให้ของเหลือกับพระเจ้า ในเมื่อเรามีตารางเวลาสำหรับการทำงาน เวลาเราไปหาหมอเราก็ไม่ได้ไปเมื่อไรก็ได้แต่ต้องนัดก่อน เราก็ควรจะเคารพพระเจ้าเช่นกันเพราะพระองค์ทรงเป็นพระผู้ทรงสร้างเราขึ้นมา! พระองค์ทรงสมควรที่จะได้ผลิตผลแรก เราจึงควรที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดแก่พระองค์ อย่าอธิษฐานเฉพาะเวลาที่เรารู้สึกอยาก หรือเวลาที่เรามีโอกาส หรือเวลาที่เราทำงานเสร็จแล้ว เราจะต้องจัดเวลาอย่างจริงจังเพื่อการอธิษฐาน และเมื่อคุณได้จัดเวลาแล้ว ให้ตั้งใจจริงๆว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คุณก็จะทำตามตารางเวลานั้น (ไม่ว่าคุณจะอยากหรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าคุณจะรู้สึกอยากเลิกอธิษฐานก่อนจะหมดเวลาก็ตาม) อธิษฐานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ทรงช่วยให้คุณสัตย์ซื่อในสิ่งนี้ เมื่อคริสตจักรของเราอธิษฐานตอน 1 ทุ่ม นั่นไม่ใช่การอธิษฐานเวลาเดียวของเรา สมาชิกแต่ละคนของคริสตจักรนั้นจะต้องอธิษฐานเป็นการส่วนตัวที่บ้านด้วย การอธิษฐานก่อนที่จะมาอธิษฐานเป็นกลุ่มนั้นเป็นสิ่งที่ดี เมื่อเราจัดเวลาแล้ว ให้ทำให้สม่ำเสมอและเริ่มอธิษฐานตรงเวลาทุกครั้ง (เราควรจะเคารพพระเจ้าในเรื่องนี้ เพราะว่าในเมื่อเราไม่เข้างานสาย ไม่ไปพบนัดสำคัญๆสาย ไม่ไปหาหมอสาย เราก็ควรจะเข้าเฝ้าองค์พระเจ้าผู้ทรงสร้างเราตรงเวลาเช่นกัน)
อริยาบท: 
คุกเข่า: ในลูกา 22:39-46 ได้บอกให้เรารู้ว่าเวลาที่พระเยซูทรงอธิษฐาน พระองค์ทรงคุกเข่าลง จากประสบการณ์ เราได้เห็นว่าอริยาบทต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้านั้นสำคัญมาก ให้เราจำไว้ว่า เราอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ขององค์กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ เวลาที่เราเข้าเฝ้าพระองค์เราจะต้องวางตัวให้ถูก ไม่ใช่ว่าจะวางท่าอย่างไรก็ได้ที่เราต้องการ

 

Prayer_with_God

 

ยกมือ: นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก! เมื่อไม่กี่เดือนที่แล้ว เราได้ทำการขับวิญญาณชั่วออกจากผู้บูชามารซาตานคนหนึ่ง พวกวิญญาณชั่วนั้นไม่ชอบให้เธอยกมือขึ้นเวลาทีอธิษฐาน พวกมันจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะไมให้เธอยกมือ เมื่อใดก็ตามที่เธอยกมือและอธิษฐาน วิญญาณชั่วก็ถูกขับออกทีละตัว แต่เมื่อใดที่เธอวางมือลง พวกมันก็จะไม่กลัว แม้ว่าเธออยากจะยกมือแต่เธอไม่สามารถทำได้ จิตวิญญาณของเธอนั้นต้องการจะทำแต่เนื้อหนังของเธอนั้นอ่อนแอ เพราะว่าเธอยังไม่ได้เป็นอิสระ เมื่อเห็นดังนั้นคริสตจักรของเราเลยให้คนสองคนช่วยเธอยกมือคนละข้าง ข้างซ้ายคนหนึ่ง ข้างขวาอีกคนหนึ่ง เราทำเช่นนี้จนกระทั่งเธอได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ
“ตราบเท่าที่โมเสสชูมือขึ้น อิสราเอลก็เป็นฝ่ายชนะ แต่เมื่อใดเขาลดแขนลง ทหารของอามาเลขก็เป็นฝ่ายชนะ เมื่อแขนของโมเสสล้ามาก อาโรนกับเฮอร์จึงกลิ้งก้อนหินมาให้โมเสสนั่ง แล้วเขาทั้งสองก็ชูแขนของโมเสสไว้คนละข้างตราบจนตะวันลับฟ้า โยชูวาจึงรบชนะกองทัพอามาเลขด้วยคมดาบ” (อพยพ 17:11-13)
“แล้วโมเสสจึงทูลลาฟาโรห์ออกไปนอกเมือง เขาชูมือขึ้นฟ้าทูลขอองค์พระผู้เป็นเจ้า พายุฟ้าคะนอง และลูกเห็บก็หยุด ฝนก็หยุดตก” (อพยพ 9:33)
หลับตาลง: หลับตาลง ยกหัวใจ จิตวิญญาณ และความคิด ขึ้นไปยังพระเจ้าในสวรรค์
เสียง: เวลาที่คุณต่อสู้สงครามฝ่ายวิญญาณ ให้คุณอธิษฐานด้วยพลังและด้วยเสียงดัง มารซึ่งจู่โจมคุณในขณะที่คุณกำลังอธิษฐานต่อสู้อยู่นั้นไม่สามารถถูกขับออกด้วยเสียงนุ่มนวลได้ มันหัวดื้อมากและคุณจะต้องจัดการกับมันด้วยพลังของเสียงและความเชื่อที่แข็งแกร่ง
“ในระหว่างที่พระเยซูทรงอยู่ในโลก พระองค์ได้ถวายคำอธิษฐานและคำร้องทูลอ้อนวอนด้วยเสียงอันดังและด้วยน้ำตาไหลต่อพระเจ้าผู้ทรงสามารถช่วยพระองค์จากความตาย และพระเจ้าทรงสดับเพราะพระเยซูทรงยอมเชื่อฟังพระเจ้าด้วยความยำเกรง” (ฮีบรู 5:7)
อธิษฐานด้วยภาษาแปลกๆ: เวลาที่คุณทำสงครามฝ่ายวิญญาณ ให้คุณอธิษฐานด้วยภาษาแปลกๆ ในคริสตจักรของฉันโดยส่วนมากเราอธิษฐานด้วยภาษาแปลกๆเท่านั้นและจดจ่อความสนใจไปยังองค์พระเยซู เมื่อคุณเริ่มที่จะทำเช่นนั้นมารก็จะจู่โจมความคิดของคุณ เช่น คุณคิดถึงรายการสิ่งที่คุณจะต้องทำ คิดถึงสิ่งที่เบี่ยงเบนความสนใจไปจากองค์พระผู้เป็นเจ้า  ฯลฯ เพื่อที่จะให้การอธิษฐานด้วยภาษาแปลกๆนั้นมีพลัง ในขณะที่คุณกำลังอธิษฐานคุณควรที่จะเอ่ยข้อพระคัมภีร์ในใจหรือเอ่ยด้วยเสียง นี่เป็นดาบที่คุณมีอยู่ในมือและในไม่ช้าคุณจะใช้มันตัดมือของมารนั้น การต่อสู้ฝ่ายวิญญาณนั้นจะเกิดขึ้น แต่ขอให้คุณอกทนบากบั่นต่อสู้มารนั้นแม้แต่ในความคิดด้วย และมันจะหนีไปจากคุณ!

 

อ่านบทความเกี่ยวกับการอธิษฐานอื่นๆ: คลิกที่นี่
Advertisements