เมื่อพระเยซูพาไปเยือนสวรรค์ / Taken to Heaven by Jesus

ENGLISH VERSION: Click Here

ในคืนวันจันทร์คืนหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลาที่ฉันกับพ่อและแม่ต้องมาร่วมกลุ่มอธิษฐานที่คริสตจักรซึ่งมีขึ้นเป็นประจำแต่ทว่าช่วงเวลานั้นฉันรู้สึกท้อแท้หดหู่ เพราะไม่ว่าฉันจะมองไปทางไหนฉันก็เห็นผู้คนที่กำลังลงทางอยู่เต็มไปหมด และเห็นสิ่งชั่วร้ายมากมายเกิดขึ้นในโลกนี้ อีกอย่างฉันแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่า มีคริสเตียนจำนวนมากกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่นำพวกเขาไปสู่นรก เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วฉันรู้สึกว่าหัวใจของฉันนั้นแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ กระนั้นฉันรู้ดีว่าเมื่อฉันมาเข้าร่วมคริสตจักรและอธิษฐานมากขึ้นเท่าใด องค์พระผู้เป็นเจ้าก็จะทรงช่วยให้ฉันเติบโตมากขึ้นเท่านั้น ฉันรู้ดีว่าถ้าหากว่าฉันสัตย์ซื่อ พระองค์จะทรงให้กำลังใจฉัน เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ในชั่วโมงแรกของการอธิษฐานฉันจึงอธิษฐานอย่างสุดกำลังด้วยทุกสิ่งที่มี ฉันปลดปล่อยความร้าวรานของหัวใจออกมาต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า วางทุกสิ่งแทบพระบาทพระเยซู และทูลขอให้พระองค์ทรงรับมันไว้ทั้งหมด ฉันทูลขอให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเสริมกำลังให้ฉัน ขอร้องต่อพระองค์ให้ประทานวิจารณญาณเพื่อที่ฉันจะไม่ถูกหลอกลวง นั่นก็เพราะว่ามีหลายคนบอกฉันอยู่บ่อยๆว่าฉันจะต้องปกป้องของประทานของฉันและอย่าให้มารนั้นหลอกลวงเอาได้ แต่มารนั้นพยายามที่จะใช้คำตักเตือนเหล่านั้นทำร้ายฉันแทน มันพยายามทำให้ฉันสงสัยในสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงแก่ฉัน แล้วฉันเองก็กำลังหลงกลมัน

เมื่อฉันเริมเห็นนิมิต ฉันนั้นก็สองจิตสองใจไม่ค่อยอยากจะเชื่อสักเท่าไร นิมิตที่ฉันเห็นนั้นเป็นนิมิตของมือข้างหนึ่งซึ่งกำลังยื่นมายังฉัน มือนั้นช่างงดงามและสว่างไสวมาก แต่ทว่าฉันนั้นกลับกลัวจับใจว่าฉันกำลังเห็นนิมิตลวงหรือไม่ ฉะนั้นฉันจึงอธิษฐานด้วยภาษาแปลกๆต่อ จากนั้นประมาณสิบนาทีต่อมาเมื่อเห็นว่านิมิตนั้นยังคงอยู่ ฉันจึงทูลขอหมายสำคัญจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ฉันกล่าวต่อพระองค์ว่าถ้าหากนิมิตนั้นมาจากพระองค์จริงก็ขอให้ใครสักคนกล่าวว่า “จงตามพระองค์ไป” และในทันทีที่ฉันอธิษฐานดังนั้น ทุกคนก็อธิษฐานเสียงดังกว่าเดิมในทันที แล้วจู่ๆฉันก็ได้ยินเสียงหนึ่ง เสียงนั้นนุ่มนวลแต่ก็มีความแข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยความอุดม เป็นเสียงที่ลึกและมีน้ำเสียง เสียงนั้นตรัสว่า “จงตามเรามา” แล้วความสงสัยของฉันก็มลายสิ้น เพราะแม้ว่ามารนั้นจะเป็นเจ้าแห่งการหลอกลวงแต่มันก็ไม่มีทางที่จะสามารถนำมาซึ่งสันติสุขและความสงบที่พระเยซูทรงนำมาให้ได้ มันไม่สามารถปลอมแปลงความงดงามที่ยิ่งใหญ่และเที่ยงแท้ขององค์พระคริสต์ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของมนุษย์ได้

เมื่อฉันได้ยินดังนั้น ฉันจึงยื่นมือออกและจับพระหัตถ์ของพระเยซู พระองค์นั้นงดงามเกินคำบรรยาย ความงดงามของพระองค์นั้นน่าทึ่ง น่าอัศจรรย์ หาใดเปรียบ พระองค์นั้นสว่างไสวไปด้วยความสว่างอย่างเหลือเชื่อ พระองค์นั้นช่างสูงส่งและสง่างาม พระอังสา (ไหล่) ของพระองค์นั้นกว้างและพระเกษา (ผม) ของพระองค์นั้นยาวประบ่า เสื้อคลุมยาวของพระองค์นั้นทำด้วยผ้าที่อัศจรรย์เป็นที่สุด ผ้านั้นนุ่มยิ่งกว่าผ้าไหมเสียอีก มันถูกออกแบบด้วยความปราณีตแต่ในขณะเดียวกันนั้นก็ดูเรียบง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ

heaven

เมื่อฉันจับพระหัตถ์ของพระองค์ เราทั้งสองก็ถูกนำไปยังสวรรค์ในทันที ฉันต้องบอกเลยว่า โอ้โห! สวรรค์นั้นเป็นสถานที่ที่น่าอัศจรรย์เหลือเกิน! เป็นสถานที่ที่พิเศษมาก ความอัศจวรรย์นั้นทำให้ฉันลืมหายใจไปชั่วขณะ ถนนในสวรรค์ทอแสงเป็นประกาย หลายคนบอกว่าถนนนั้นทำจากทองคำแต่ฉันคิดว่าความงามของมันนั้นเกินจะบรรยาย มันช่างระยิบระยับแพรวพราวไปหมด ราวกับได้รับการขัดเกลาจนไม่มีที่ติ ส่องแสงเป็นประกายระยิบระยับ มองไปไกลๆฉันเห็นต้นไม้ใหญ่โตอยู่ต้นหนึ่ง ต้นไม้นั้นดูแข็งแรงและงดงามอย่างโดดเด่น เมื่อฉันและพระเยซูเดินไปบนถนนทองคำฉันก็เห็นปราสาทมากมายที่ดูสวยงามมากๆ ปราสาทเหล่านั้นได้ถูกสร้างขึ้นด้วยหินแพรวพราวและแร่ล้ำค่า ดูน่าอัศจรรย์ใจมาก! เป็นสิ่งปลูกสร้างที่สวยที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา ไม่มีตึกไหนโลกจะสามารถเทียบได้

ทะเลสาบน้ำตา

หลังจากนั้นพระเยซูพาฉันไปยังทะเลสาบน้ำตา ทะเลสาบนั้นไม่ใช่เป็นเพียงแค่บ่อน้ำเล็กๆ แต่มันกว้างใหญ่ไพศาลมาก น้ำในทะเลสาบนั้นดูไม่เหมือนน้ำเลย แต่เหมือนกับว่ามันทำจากไฟแต่มันไม่มีความร้อนและไม่มีสีแดงแต่อย่างใด น้ำนั้นดูคล้ายกับสารปรอทที่เราเห็นบนโลกนี้ แต่มันหมุนและปล่อยเปลวเพลิงสีน้ำเงินออกมา แลดูสวยงามน่าเกรงขาม ฉันมองไปที่พระเยซู ถึงแม้ว่าฉันจะสามารถเห็นเพียงโครงหน้าคร่าวๆ แต่พระองค์นั้นช่างงดงามและสง่างามเกินคำบรรยายใดๆ จากนั้นฉันก็มองไปยังทรายและเอื้อมมือไปสัมผัสมัน มันเป็นสิ่งที่นุ่มที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้สัมผัส ลื่นยิ่งกว่าผ้าไหมและไหลลื่นผ่านนิ้วของฉัน มันเบามากจนแทบจะเหมือนอากาศ แล้วฉันก็มองไปยังพระเยซูอีกครั้งและพระองค์ก็ทรงชี้ไปยังทะเลสาบน้ำตา แล้วฉากเหตุการณ์ในชีวิตของฉันก็ปรากฏขึ้น ฉันเห็นเหตุการณ์ที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตฉัน ช่วงเวลาของความรำเค็ญ ความโศกเศร้า ความเดียวดาย เวลาที่ฉันรู้สึกสิ้นหวัง เวลาที่ฉันแทบจะยอมแพ้ เวลาที่ฉันไม่รู้ว่าจะก้าวต่อไปได้อย่างไร เวลาที่ฉันอยู่ห่างจากความสุขและความหวัง พระองค์ทรงแสดงให้ฉันเห็นว่าพระองค์ทรงอยู่กับฉันในทุกเวลาเหล่านั้น พระองค์ทรงแสดงให้ฉันเห็นว่าพระองค์ได้ทรงเข้ามาแทรกแซงและช่วยเหลือฉันอย่างไร พระองค์ทรงแสดงให้ฉันเห็นว่าพระองค์ได้ทรงอุ้มฉันไว้ และฉันไม่เคยถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวเลย ทรงแสดงให้ฉันเห็นว่าในตอนที่ฉันแทบจะยอมแพ้ พระองค์ทรงเข้ามาและโอบอุ้มฉันไว้ ทรงให้ฉันเห็นว่าพระองค์ทรงปกป้องฉันมากแค่ไหน ทรงช่วยฉันมากแค่ไหน มันเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกถ่อมใจมากเป็นที่สุดและฉันรู้สึกทราบซึ้งเกินบรรยาย

คุณไม่เคยอยู่อย่างโดดเดี่ยว

ฉันไม่เคยรู้เลยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นทรงอยู่กับฉันมากเท่านี้ ฉันรู้สึกอยากจะร้องไห้ก็เลยเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตา แต่ปรากฏว่าไม่มีน้ำตาสักหยดและตาของฉันนั้นแห้งสนิท ฉันประหลาดใจมากจึงมองไปที่พระเยซู ก่อนที่ฉันจะเอ่ยปากถามพระองค์ พระองค์ก็ทรงตอบฉันว่า “ลูกเอ๋ย ในสวรรค์ไม่มีการร้องไห้” โอ้โห นี่เป็นสิ่งที่พิเศษเกินกว่าฉันจะเข้าใจได้ จริงหรือที่มีสถานที่ที่ไม่มีน้ำตา ไม่มีความโศกเศร้า? สถานที่ที่มีแต่สันติสุขและความสุข?

ทันใดนั้นเราทั้งสองก็ได้ไม่อยู่ที่ทะเลสาบน้ำตาอีกต่อไป แต่เรากลับยืนอยู่ที่คลังเก็บของที่มีชั้นวางของนับพันที่เต็มไปด้วยแจกัน แจกันเหล่านั้นมีรูปทรงของหยดน้ำตา พวกมันทำมาจากคริสตัลที่พิเศษมาก มันทอแสงแวววาวระยิบระยับเป็นสีรุ้งราวกับดวงดาว กำแพงของห้องนั้นเต็มไปด้วยชั้นวางแจเรียงรายจนสูงระฟ้าสุดลูกหูลูกตา

footprints_in_the_sand-1024x886

ฉันมองไปรอบๆด้วยความอัศจรรย์ใจ พระเยซูตรัสกับฉันว่า “เราแสดงให้เจ้าเห็นสิ่งเหล่านี้เพื่อที่เจ้าจะรู้ว่าเจ้าไม่เคยอยู่เพียงลำพัง เราเป็นผู้สร้างเจ้า และเรารักเจ้ามากกว่าที่เจ้าจะรู้ เจ้าเป็นลูกของเรา พ่อไม่เคยทอดทิ้งลูกฉันใด เราก็ไม่เคยทอดทิ้งเจ้าฉันนั้น น้ำตาทุกหยดที่เจ้าเคยร้องออกมา เรารับมันไว้ด้วยมือของเราและเก็บรักษามันไว้ตลอดกาล เรารู้แม้กระทั่งจำนวนหยดน้ำตาของเจ้า เรารู้ถึงทุกเรื่องราวในชีวิตของเจ้า เรารู้ทุกๆครั้งที่หัวใจของเจ้านั้นเจ็บช้ำ เรารู้แม้กระทั่งว่าหัวใจของเจ้านั้นเต้นกี่ครั้งตลอดชีวิตของเจ้า เรารู้การหายใจของเจ้า เราอยู่กับเจ้าตลอดมาและไม่เคยทอดทิ้งเจ้าให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว และเราจะไม่มีวันทอดทิ้งเจ้าเลย แม้โลกนี้จะทำให้เจ้าเจ็บช้ำและทำร้ายเจ้าอย่างที่เราเองได้สัมผัส แต่เราจะไม่มีวันทำร้ายเจ้าเลย ถ้าหากเจ้าเดินตามเรา เราจะอยู่กับเจ้าตลอดวันเวลาในชีวิตเจ้า เพราะเรารักเจ้า เรารู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับเจ้า เราอยู่กับเจ้าเสมอและเจ้าจะไม่มีวันอยู่อย่างโดดเดี่ยว”

garden

จากนั้นพระเยซูทรงนำฉันไปดูสวนต่างๆในสวรรค์ สวนเหล่านั้นหรูหราโอ่อ่าและมีชีวิตชีวามาก ฉันไม่เคยเห็นพืชพุันธ์เขียวชอุ่มขนาดนี้มาก่อนเลย สีสันของต้นไม้เหล่านั้นสดใสมาก ฉันแทบจะใจอดไม่ไหวที่จะลงไปนอนกลิ้งบนหญ้านุ่มๆ แต่ฉันเลือกที่จะอยู่เคียงข้างพระเยซูและจับมือพระองค์เดินไปด้วยกัน เราเดินผ่านทุ่งที่เขียวขจีที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาและไปยังสวนผลไม้ที่มีต้นไม้ที่น่าอัศจรรย์อยู่เต็มไปหมด แต่ละต้นมีผลไม้อยู่เต็มไปหมด ฉันเอื้อมมือไปหยิบผลไม้ผลหนึ่ง รูปร่างของมันเหมือนลูกพีช แต่ฉันก็ได้ยินพระองค์ตรัสว่า “อย่าเพิ่ง ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เจ้าจะร่วมกินร่วมดื่มในความรื่นเริงของสวรรค์” เราจึงเดินต่อไปเรื่อยๆจนมาถึงบริเวณที่เป็นทุ่งหญ้าและฉันเห็นเด็กๆมากมายกำลังวิ่งไปมา หัวเราะ และเล่นกันอยู่ จากนั้นเราก็มาถึงทางเข้าป่า ฉันเห็นนกสีต่างๆร้องเพลงอยู่อย่างไพเราะเพราะพริ้ง ฉันเห็นลิงกำลังปีนป่ายอยู่ในร่มไม้ และเมื่อเราหันหลังกลับไป ก็มีสิงโตตัวใหญ่ตัวหนึ่งนั่งอยู่ แต่ฉันไม่รู้สึกกลัวเลย ฉันเอื้อมมือไปสัมผัสแผงคอนุ่มๆของมัน และมันก็ดูเหมือนจะเต็มใจให้ฉันสัมผัสมัน ดูเหมือนมันจะชอบด้วยซ้ำ

จากนั้นทัศนีย์ภาพก็เปลี่ยนไป ฉันไม่ได้ยืนอยู่ข้างพระเยซูอีกต่อไป ฉันอยู่ข้างๆและมองดูอยู่ ตัวของฉันจริงๆนั้นกำลังหมอบลงก้มหน้ากับพื้น แต่ในนิมิตนั้นฉันกำลังยืนอยู่ข้างๆ ฉันเห็นตัวเองอยู่หน้าพระบัลลังก์ของพระเจ้า ที่นั่นเป็นสถานที่ที่วิเศษมาก ไม่มีหลังคา สามารถมองเห็นเมฆในท้องฟ้าและดวงดาวที่สว่างไสว พิ้นของท้องพระโรงนั้นทำด้วยคริสตัลที่วิเศษมาก ทอแสงแวววาวด้วยทุกสีสันที่จะสามารถจินตนาการออกมาได้ แสงหลักนั้นมาจากองค์พระเยซูผู้ซึ่งประทับอยู่บนบัลลังก์ที่ใหญ่โตและงดงามมาก พระองค์ทรงสว่างไสวมาก ฉันไม่สามารถบรรยายได้เลยว่าแสงของพระองค์เจิดจ้าและบริสุทธิ์เพียงใด ท้องพระโรงนั้นเป็นห้องโถงที่กว้างขวางมาก มีวิญญาณกำลังนมัสการ สรรเสริญ และก้มกราบพระเจ้าพระบิดาอยู่เต็มไปหมด ที่พระบาทของพระเยซูที่ด้านล่างของบัลลังก์ ถ้ามองลงไปจะเห็นนรก เห็นผู้คนกำลังตกลงสู่เหวที่ไม่มีก้นเหวและผู้คนที่กำลังถูกทำโทษอย่างทารุน

บรรดาคนที่อยู่ใกล้พระองค์ที่สุดนั้นหมอบลงแทบพระบาท ยิ่งห่างออกจากพระเยซูคริสต์มากเท่าไร พวกเขาก็สามารถคุกเข่าหรือยืนขึ้นได้มากขึ้นเท่านั้น ด้านหลังนั้นมีบรรดาทูตสวรรค์และผู้คนมากมายเต้นรำด้วยความปิติยินดี เสียงของการสรรเสริญนั้นดังกึกก้อง มันเป็นบรรยากาศที่เหนือกว่าจินตนาการใดๆ แลดูบริสุทธิ์และอลังการมาก มีทูตสวรรค์ 7 องค์ถือแตรที่มีรูปร่างงดงามยืนเรียงกันอยู่ในห้องโถงนั้น บรรดาทูตสวรรค์เหล่านั้นสูงใหญ่กว่าทูตสวรรค์อื่นๆและมีความน่าเกรงขาม ทุกสิ่งในที่นั้นเปี่ยมไปด้วยพระสิริและความสมบูรณ์แบบ

แล้วนิมิตที่ฉันเห็นก็เปลี่ยนไป ฉันถูกนำมายังช่วงเวลาสิ้นยุค ในเวลาของสามปีครึ่งสุดท้ายแห่งความทุกข์ลำเค็ญ มันเป็นเหตุการณ์ที่แย่และเลวร้ายมาก คริสเตียนและใครก็ตามที่ปฏิเสธที่จะรับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายนั้นถูกตัดศรีษะ บางคนถูกมนุษย์คนอื่นหรือสิ่งที่รูปร่างคล้ายปีศาจทึ้งศรีษะออก ฉันเห็นว่าหลังจากที่คนถูกตัดศรีษะออกแล้ว พวกเขาก็ใช้มีดที่ไม่คมหรือของแหลมที่ไม่คมมาสลักเครื่องหมายของสัตว์ร้ายบนหน้าผากและมือของผู้ที่เสียชีวิต จากนั้นพวกเข้าก็กินเนื้อคนนั้นและดื่มเลือดของเขา แล้วพวกเขาก็เต้นบนกระดูกของเขาและฉลอง มันเป็นสิ่งที่น่าเศร้าเป็นอย่างมาก พวกเขาเหยียบย่ำร่างจนกระทั่งกระดูกนั้นป่นเป็นผง

ฉันเห็นด้วยว่าในโลกนั้นไม่มีน้ำสะอาดอยู่เลย น้ำนั้นเป็นพิษเพราะศพมนุษย์และเลือดจนทำให้ดื่มไม่ได้เลย ถนนนั้นเต็มไปด้วยศพและกลิ่นของความตาย เลือด และการเน่าเปื่อย อากาศนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น ควัน และสารเคมี ทำให้ทุกคนป่วยและตาย บรรดาคนที่มีเครื่องหมายของสัตว์ร้ายกลายเป็นคนที่ไม่เหมือนคนอีกต่อไป เพราะพวกเขากระทำราวกับว่าพวกเขาไม่มีจิตวิญญาณ พวกเขาเป็นเหมือนกับสัตว์และปีศาจ เนื้อของมนุษย์นั้นเปลี่ยนเป็นสีเทาและน่ารังเกียจ เนื้อของคนหลายคนถูกปกคลุมไปด้วยรอยเฆี่ยนและบาดแผลที่มีเมือกสีดำไหลออกมา

ฉันเห็นด้วยว่าในโลกไม่มีน้ำสะอาดอยู่เลย น้ำกลายเป็นพิษเพราะศพมนุษย์และเลือดจนทำให้ดื่มไม่ได้เลย ถนนนั้นเต็มไปด้วยศพและกลิ่นของความตาย เลือด และการเน่าเปื่อย อากาศนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น ควัน และสารเคมี ทำให้ทุกคนป่วยและตาย บรรดาคนที่มีเครื่องหมายของสัตว์ร้ายกลายเป็นคนที่ไม่เหมือนมนุษย์อีกต่อไป เพราะพวกเขากระทำราวกับว่าพวกเขาไม่มีจิตวิญญาณ พวกเขาเป็นเหมือนกับสัตว์และปีศาจ เนื้อของมนุษย์นั้นเปลี่ยนเป็นสีเทาและน่ารังเกียจ เนื้อของคนหลายคนถูกปกคลุมไปด้วยรอยเฆี่ยนและบาดแผลที่มีเมือกสีดำไหลออกมา

แล้วฉันก็เห็นเด็กๆถูกฆ่าอย่างทารุน บ้างก็ถูกยิง บ้างก็ถูกตัดศรีษะเช่นกัน มีศพอยู่เต็มไปหมดและมีปีศาจอยู่มากมาย ส่วนที่แย่ที่สุดในนิมิตนั้นคือ ฉันเห็นชายคนหนึ่งซึ่งไม่ได้รับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายมา เขาถูกกินทั้งเป็นโดยปีศาจ มันมีปีกสีดำที่ใหญ่มากและมีตาสีแดงเลือด มันดูราวกับว่ามันเคยเป็นมนุษย์มาก่อนเนื่องจากว่ามันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่มันไม่ใช่มนุษย์ มันมีเขี้ยวสองเขี้ยวที่ยาวมากแต่ไม่ค่อยคมอยู่เหนือปากของมัน ส่วนฟันในปากของมันแทบจะไม่มีเหลือเพราะว่ามันได้เน่าไปแล้ว มือของมันนั้นผิดรูปร่างและนิ้วของมันนั้นติดกันและมีเล็บยาวๆ มันกำลังกินส่วนอกของชายคนนั้นในขณะที่เขากำลังมีชีวิตอยู่ ชายคนนั้นยื่นมือมาทางฉันและขอร้องให้ฉันช่วยแต่ฉันก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย ฉันขอร้องให้องค์พระผู้เป็นเจ้าอนุญาตให้ฉันช่วยเขาแต่ด้วยเหตุผลบางอย่างฉันรู้อยู่แก่ใจว่าฉันไม่สามารถช่วยได้แต่ฉันก็พยายามที่จะยื่นมือไปให้เขา แล้วปีศาจแวมไพร์นั้นก็มองมาที่ฉัน และพยายามที่จะเอาเนื้อที่ชุ่มด้วยเลือดมายัดลงคอของฉัน มันเป็นอะไรที่น่าสะอิดสะเอียดมาก ในทันทีฉันตะโกนว่าฉันได้รับการปกคลุมด้วยพระโลหิตของพระเยซูแล้ว และมัน (คิดว่ามันเป็นเพศหญิง) ก็วิ่งหนีไปพร้อมทั้งหวีดร้อง ฉันสามารถที่จะไอและสูดลมหายใจได้ ฉันรู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นทรงปกป้องให้ฉันปลอดภัย จากนั้นภาพเหตุการณ์ก็เปลี่ยนไปและฉันเห็นสนามรบที่ใหญ่และมีแต่ร่างคนตายเต็มไปหมด มันเป็นสนามรบที่เป็นที่รบระหว่างบรรดาผู้เชื่อและบรรดาผู้ที่มีเครื่องหมายของสัตว์ร้าย มีนกเป็นล้านๆตัวและพวกมันกำลังจิกกินเนื้อของคนตาย ฉันเห็นรถที่มีรูปร่างเหมือนแทงก์ มันกำลังเคลื่อนไปบนคนที่ยังคงมีชีวิตอยู่และทำให้ร่างของพวกเขาแหลกละเอียด จากนั้นภาพเหตุการณ์ก็เปลี่ยนไป ฉันเห็นหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านถูกเผาจนไม่เหลือซาก และฉันเห็นกระดูกมนุษย์และมีหมาปีศาจกำลังสู้กันและฆ่ากันและกันกิน ฉันมองไปรอบๆก็เห็นกังหันน้ำที่มีศรีษะของผู้หญิงหลายคนผูกอยู่ ผู้หญิงเหล่านั้นถูกตัดศรีษะและศรีษะของเขาก็ถูกผูกอยู่กับกังหันน้ำด้วยผมของพวกเขา ฉันร้องไห้กับองค์พระผู้เป็นเจ้าและร้องออกมาอย่างสุดเสียงด้วยหัวใจที่แตกสลาย ฉันไม่สามารถรับมันได้อีกแล้วเพราะว่ามันเป็นอะไรที่เลวร้ายมาก

2ways

เส้นทางสู่สวรรค์และนรก

แล้วนิมิตของฉันก็เปลี่ยนอีกครั้ง ฉันเห็นเส้นทางที่นำไปสู่สวรรค์และเส้นทางที่นำไปยังนรก เส้นทางที่นำไปสู่สวรรค์นั้นเป็นทางตรงแต่ว่าแคบมาก คนหนึ่งคนแทบจะเดินไม่ได้ มันเป็นทางขึ้นและสูงชัน แต่ว่าคุณสามารถเห็นประตูสวรรค์อยู่ไกลๆ และมีทูตสวรรค์เรียงแถวกันอยู่ข้างเส้นทาง ทูตสวรรค์เหล่านั้นคอยให้กำลังใจคุณ คอยอธิษฐานเผื่อคุณ และคอยมองดูคุณ เส้นทางนั้นสว่างไสวและเต็มไปด้วยแสง ถ้าคุณมองไปที่พื้นของเส้นทางนั้น คุณจะเห็นรอยเท้าหลายคู่ รอยเท้าเหล่านั้นเป็นรอยเท้าของผู้เชื่อที่ได้เดินไปก่อนคุณ เส้นทางที่นำไปสู่นรกนั้นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง มันมืดมิดและคนเคี้ยว เป็นทางที่กว้างและมีคนมากมายเดินอยู่ คนส่วนใหญ่ที่อยู่บนเส้นทางสู่นรกนั้นไม่ได้เดินด้วยซ้ำ พวกเขากำลังคลานเพราะว่าบาปของพวกเขานั้นหนักเกินไป คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังไปไหนเพราะว่าคุณไม่สามารถเห็นได้ว่าเส้นทางนั้นจะสิ้นสุดที่นรก มันเป็นทางลงและเป็นทางที่ใหญ่โตมโหฬาร

แล้วสิ่งที่ทำให้หัวใจของฉันแตกสลายและทำให้ฉันร้องห่มร้องไห้หนักกว่าที่ฉันเคยร้องมาทั้งชีวิตก็คือ พระเยซูทรงเดินอยู่บนทางที่นำไปสู่นรก พระองค์ทรงเดินอยู่และทรงพยายามที่จะเรียกร้องความสนใจจากผู้คนที่กำลังไปยังนรก แต่ว่ามีเพียงไม่กี่คนที่เห็นพระองค์เพราะว่าพวกเห็นนั้นมีเกล็ดปิดตาของพวกเขาทำให้พวกเขาตาบอดมองไม่เห็นพระองค์ แต่ว่ามีบางคนที่พยายามยื่นมือหาพระองค์แต่ว่าพวกเขาไม่สามารถสัมผัสพระองค์ได้ มันมีกำแพงที่กั้นระหว่างพวกเขากับพระเยซู ถึงแม้ว่าพวกเขาจะพยายามเท่าไรพวกเขาก็ไม่สามารถสัมผัสพระองค์ได้ ฉันไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรพวกเขาถึงไม่สามารถสัมผัสพระองค์ได้ ฉันจึงทูลถามองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “พระบิดา ทำไมพวกเขาถึงไม่สามารถสัมผัสพระองค์ได้? ทำไมพระองค์ถึงไม่เข้าไปหาเขา ฉันเห็นว่าพวกเขาพยายามยื่นมือหาพระองค์ อะไรที่เป็นสิ่งปิดกั้นไม่ให้คนเหล่านั้นได้รับการช่วยกู้จากพระองค์?” แล้วพระเยซูก็ทรงตอบฉันว่า “พวกเขาไม่สามารถเขามาหาเราได้เพราะว่าพวกเขาปฏิเสธที่จะสำนึกบาป พวกเขายังคงยึดติดกับโลกนี้และกับบาปของพวกเขา พวกเขาไม่ยอมที่จะปล่อยมือจากภาระของพวกเขาและเอื้อมมือมาหาเราด้วยใจจริง เพราะเหตุนี้เราจึงไม่สามารถช่วยกู้พวกเขาได้ การสำนึกบาปเป็นกุญแจที่จะปลดล็อคประตูที่ขวางกั้นระหว่างพวกเขากับเรา”

แล้วนิมิตของฉันก็จบลง ฉันนอนอยู่ตรงนั้นร้องห่มร้องไห้ ฉันไม่สามารถบอกคุณได้เลยว่าหัวใจขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นเจ็บปวดรวดร้าวเพียงใดเวลาที่พระองค์ไม่สามารถยื่นมือมาให้คุณได้เพราะว่าคุณปฏิเสธที่จะสำนึกบาป สิ่งเดียวที่คุณต้องทำก็คือละมือจากบาปของคุณ ละทิ้งโลกนี้และหันมาหาพระองค์ แล้วพระองค์จะทรงอุ้มคุณขึ้นและกอบกู้คุณ แต่ว่าคนมากมายปฏิเสธและพวกเขาจะต้องถูกเผาในไฟนรกด้วยเหตุนี้ ฉันไม่สามารถอธิบายได้เลยว่าชีวิตของคนที่ถูกทิ้งไว้หลังจากการรับขึ้นสู่สวรรค์นั้นมันเลวร้ายเพียงใด พวกเขาจะต้องตาย และการตายนั้นจะเจ็บปวดและทรมานมาก แต่องค์พระผู้เป็นเจ้านั้นทรงพระเมตตาและพระองค์ทรงรักพวกเรามาก ได้โปรด ฉันขอร้องคุณ หันมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้าและสำนึกบาป พระองค์จะทรงให้อภัยคุณ แต่ว่าคุณจะต้องสำนึกบาปจากใจจริง ไม่มีบาปไหนในโลกที่ควรค่าแก่การที่คุณจะยึดมันไว้และไปนรกเพราะมัน ไม่มีการทดลองใจให้ทำบาปหรือความรื่นเริงใดๆที่ควรค่าต่อการที่คุณจะละทิ้งพระเยซูเพื่อมัน เวลาของการสิ้นยุคนั้นจวนจะมาถึงแล้ว เวลานั้นมีค่ามากและมันกำลังเหลือน้อยลงทุกที ขอให้คุณกลับใจและสำนึกบาปเพราะเวลาขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นอยู่นี่แล้ว

พระเยซูทรงประสงค์จะให้คุณได้เห็นสวรรค์!

ทำทุกสิ่งที่ทำได้เพื่อใช้ชีวิตเพื่อพระองค์ สวรรค์เป็นบ้านที่พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคุณ  คุณคือผู้พิชิต จงมีความหวัง อ่านพระคำของพระองค์และนำพระคำเหล่านั้นมาใช้และดำรงชีวิตเพื่อพระองค์ จงอยู่ห่างจากมารและบรรดาคนที่มารนั้นใช้ให้นำมาซึ่งความแตกแยก การโต้เถียง และความไม่บริสุทธิ์

สวรรค์…บ้านแสนสุขอันเป็นนิรันดร์!

“อย่าให้ใจของท่านทั้งหลายเป็นทุกข์ จงวางใจในพระเจ้าและจงวางใจในเราด้วย ในนิเวศของพระบิดาของเรามีห้องมากมาย ถ้าไม่มีเราคงได้บอกพวกท่านแล้ว เรากำลังไปที่นั่นเพื่อเตรียมที่สำหรับพวกท่าน และเมื่อเราไปเตรียมที่สำหรับพวกท่าน เราจะกลับมารับพวกท่านไปอยู่กับเรา เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนพวกท่านก็จะได้อยู่ที่นั่นด้วย พวกท่านรู้จักทางไปสู่ที่ซึ่งเรากำลังจะไป” 

ยอห์น 14:1-4

Advertisements