อธิษฐานอย่างพระเยซู (ตอนที่ 5/12) / To Pray Like Jesus (5/12)

For English version: Click Here

บทนำ

ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณพระเจ้าและพระบิดา องค์ทรงฤทธิ์แห่งอิสราเอล องค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอด องค์พระเยซูคริสต์ องค์ที่ปรึกษาผู้ยิ่งใหญ่และสหาย องค์พระวิญญาณ เพราะพระองค์ทรงเป็นเหตุผลที่ข้าพเจ้ามีชีวิตและที่ข้าพเจ้าได้รับพระสัญญาแห่งการพักสงบในพระทัยของพระองค์ สรรเสริญพระนามของพระองค์! (อิสยาห์ 65:1, โรม 10:20)

สิ่งนี้เป็นความจริง และเนื้อหนังของข้าพเจ้านั้นไม่มีสิทธิ์ที่จะโอ้อวดได้เลย ข้าพเจ้าได้รับความรอดโดยพระคุณและไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเอง เนื่องจากว่า “ข้าพเจ้า” นั้นไม่ใช่ผู้ที่แสวงหาพระเจ้า แต่ “พระเจ้า” ทรงเป็นผู้ที่ทรงแสวงหาข้าพเจ้า ไม่ใช่เพราะความประสงค์อันเห็นแก่ตัวหรือเพราะความพยายามของข้าพเจ้าที่นำมาซึ่งความรอด แต่เพราะแผนการของพระองค์ที่ทรงมอบสันติสุขแก่ข้าพเจ้า พระองค์ทรงมอบคำพยานแก่ข้าพเจ้า ทรงมอบอาวุธแก่ข้าพเจ้า เพื่อที่ข้าพเจ้าจะได้ใช้มันเพื่อต่อกรกับศัตรูและสามารถยืนขึ้นด้วยความมั่นใจและความรอดในวันของพระเจ้า วันที่ข้าพเจ้าจะต้องรายงานชีวิตของข้าพเจ้าต่อพระองค์ผู้ทรงพระชนม์นิรันดร์ นี่คือคำพยานของข้าพเจ้า นี่คือบทเพลงสดุดีของข้าพเจ้า… ~ เซลาห์

การทรงสำแดง

ฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้เขียนถึงคุณเพื่อที่จะเสริมกำลังใจให้คุณแต่ละคนไม่ย้อท้อเนื่องจากพระเจ้านั้นทรงอยู่ฝ่ายพวกเรา ด้วยการอธิษฐานมากมายและด้วยการอดอาหาร ฉันได้รับสิ่งบันดาลใจที่จะเป็นแรงกระตุ้นให้คุณมีชีวิตแห่งการอธิษฐาน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งนี้จะส่งเสริมการเจริญเติบโตในพระเจ้าของคุณ ฉันหวังว่าสิ่งที่ฉันจะเขียนนั้นจะเข้าถึงหัวใจของคุณอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ในช่วงวันหยุดของเทศกาลวาเลนไทน์ในปี 2016 พระเจ้าทรงเริ่มเตือนใจและสอนฉันในเรื่องของการอธิษฐาน สิ่งที่พระองค์ได้ทรงสำแดงนั้นบ้างก็เป็นสิ่งใหม่ บ้างก็เป็นสิ่งที่ฉันทราบอยู่แล้วแต่เมื่อพระองค์ทรงเตือนใจฉัน มันก็ราวกับว่าฉันไม่เคยทราบมาก่อน ฉันได้รับแรงบันดาลใจหลายอย่างจากพระเจ้าเพื่อที่จะเขียนบทความนี้ และฉันหวังว่าฉันได้ให้เกียรติพระคำของพระองค์ในการบอกเล่าใจความสำคัญในบทความนี้ เนื่องจาก “ในปฐมกาลพระวาทะทรงดำรงอยู่และพระวาทะทรงอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า” (ยอห์น 1:1) พระคำของพระเจ้านั้นสำแดงปัญญาและการสำแดงที่ทิ่มแทงจิตวิญญาณของเรา สุภาษิต 8, 2 ทิโมธี 3:16, ฮิบรู 4:12 (เพราะว่าพระดำรัสของพระเจ้านั้น…แทงทะลุแม้กระทั่งจิตและวิญญาณ ข้อต่อและไขกระดูก วินิจฉัยความคิดและท่าทีในใจ)

การอธิษฐาน/สดุดีด้วยพระคำ

พระคัมภีร์จะเป็นหัวใจหลักของบทความนี้ ให้สิ่งบันดาลใจจากพระคัมภีร์สอนเราเกี่ยวกับการอธิษฐานแบบลึก และให้พระคำของพระเจ้าเป็นหัวใจของคำอธิษฐาน และนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถทูลพระเจ้าและได้ยินพระองค์ตรัสอย่างแม่นยำ

คุณคิดว่าอย่างไรเมื่อได้ยินคำว่า “อธิษฐานด้วยพระคำ” หรือ “สดุดีด้วยพระคำ”
มันอาจจะมีความหมายสำหรับคุณมากหรือน้อย ลึกหรือตื้น ขึ้นอยู่กับการดำเนินชีวิตของคุณในพระเจ้า แต่สำหรับทุกคนพระคำนั้นคือ “มานาประจำวัน” และเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องกระหายหาเหนือสิ่งจำเป็นใดๆในชีวิต เมื่อเราอ่านหรือเอ่ยข้อพระคำต่อพระเจ้าในการอธิษฐาน ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งข้อ หรือถ้าเป็นไปได้ สักย่อหน้า สักบท หรือสักเล่ม (ไม่ว่าจะเป็นการออกเสียงหรือทำในใจ) การทรงสำแดงที่น่าอัศจรรย์มากมายจะหลั่งออกมา

“สดุดีด้วยพระคำ” เป็นอะไรที่น่าสนใจ มันเป็นสไตล์การอธิษฐานผ่านทางบทเพลงที่เป็นการผสมผสานระหว่างการมนัสการ การขอบพระคุณ และพระคำ เพลงนั้นใช้ในการอธิษฐานสองแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพลงที่เปิดเป็นแบ็คกราวด์หรือเพลงที่อยู่ในใจเรา ตราบใดที่เป็นเพลงที่ตรงใจทั้งคุณและพระเจ้า หรือไม่ก็อาจเป็นเพลงที่เหนือธรรมชาติสำหรับผู้ที่ได้รับการทรงเรียกให้เป็นนักสดุดี เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมอบทำนอง โน๊ต และสไตล์การขับร้องจากสวรรค์ และหากนี่เป็นการทรงเรียกของคุณ คุณควรจะโฟกัสกับการอธิษฐานแบบนี้มากกว่าการอธิษฐานแบบอื่น

การอธิษฐานทั้งสองแบบนี้ควรจะมุ่งเน้นความสนใจไปยังพระคำของพระเจ้า ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทยานขึ้นไปสู่การทรงสำแดงใหม่ๆ และนี่ก็นำฉันมาสู่การอธิบายผลลัพท์ของการอธิษฐานในรูปแบบนี้…

ความเร่าร้อนที่ไม่ยอมให้สิ่งใดมาขัดขวาง

“เพราะฉะนั้นในเมื่อเรามีพยานหมู่ใหญ่พรั่งพร้อมรอบด้านเช่นนี้แล้ว ก็ให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่และบาปที่เกาะแน่น ให้เราวิ่งด้วยความอดทนบากบั่นไปตามลู่ที่ทรงกำหนดไว้สำหรับเรา ให้เราเพ่งมองที่พระเยซูผู้ทรงลิขิตความเชื่อและทรงทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์ พระองค์ทรงทนรับกางเขนและไม่ใส่พระทัยในความอัปยศของไม้กางเขนเพราะเห็นแก่ความชื่นชมยินดีที่อยู่เบื้องหน้า และพระองค์ได้ประทับที่เบื้องขวาพระที่นั่งของพระเจ้า ท่านทั้งหลายจงใคร่ครวญถึงพระองค์ผู้ทรงทนการต่อต้านเช่นนั้นจากคนบาป เพื่อว่าท่านจะได้ไม่อ่อนล้าและท้อแท้ใจ” (ฮิบรู 12:1-4)
ลองคิดถึงบรรดาผู้ที่พลีชีพเพื่อพระคริสต์ เมื่อพวกเขาใกล้จะสิ้นชีพ คุณคิดว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร คุณคิดว่าพวกเขามีอะไรในโลกนี้ที่ปรารถนาอีกไหม คำตอบคือ ไม่มี! หัวใจของพวกเขาอยู่กับพระเยซูและพระประสงค์ของพระองค์แม้จะเผชิญหน้ากับความตายก็ตาม “เพราะทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย” (มัทธิว 6:21) “เรามีอาหารรับประทานซึ่งพวกท่านไม่รู้” … “อาหารของเราคือการทำตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงส่งเรามา และทำพระราชกิจของพระองค์ให้สำเร็จ” (ยอห์น 4:31-40)

ฉันประหลาดใจมากที่พจนานุกรม Webster ให้เกียรติการทรมานและความตายขององค์พระผู้เป็นเจ้าโดยการยกให้เป็นคำอธิบายความหมายอันดับแรกของคำว่า “passion” (ความเร่าร้อน, กระตืนรืนร้น, ความหลงไหล) และอธิบายถึงการทรมานเบื้องต้นและการยอมจำนน และรวมไปถึงความรู้สึกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความรักอันเร่าร้อน ความปรารถนา และความรู้สึกที่หนักแน่น
มันไม่ยากเลยที่จะบอกได้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นทรงมีความปรารถนาที่หนักแน่นต่อเรา ในการที่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา องค์พระเยซูคริสต์ทรงมีความจริงใจ และความจริงใจนั้นไม่สามารถให้อะไรมาหักห้ามได้เลย พระองค์ทรงไม่ยอมให้อะไรมาขัดขวาง ต่อให้จะเป็นสินบนหรืออะไรก็ตามแต่ พระทัยของพระองค์นั้นทราบดีว่าพระองค์ทรงกำลังทำอะไรอยู่ และทราบดีว่าสิ่งนั้นจะต้องสำริดผลเป็นแน่

ผลลัพธ์ของการอธิษฐานด้วยความมุ่งมั่นจากใจจริงนั้นคือการเติบโตความเร่าร้อนในพระคริสต์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อฉันคิดไตร่ตรองถึงการทรมานของพระองค์ และไตร่ตรองข้อพระคำในหนังสือเพลงโซโลมอน ฉันก็เห็นได้ว่าความเร่าร้อนนั้นควรจะมีอยู่จริงในชีวิตของเรา เป็นความเร่าร้อนที่ไม่กลัว อับอาย หรือเขินอายที่จะได้ยินและทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า เพราะนี่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า “เรารู้ว่าเราผ่านพ้นความตายเข้าสู่ชีวิต…เราจึงรู้ว่าความรักคืออะไร คือที่พระเยซูคริสต์ทรงสละพระชนม์ชีพของพระองค์เพื่อเราและเราควรสละชีวิตของเราเพื่อพี่น้อง” (1 ยอห์น 3:11-17) … “ผู้ใดอยู่ในความรักก็อยู่ในพระเจ้าและพระเจ้าทรงอยู่ภายในเขา เช่นนี้ความรักจึงเต็มบริบูรณ์ท่ามกลางเราทั้งหลายเพื่อเราจะมีความมั่นใจในวันพิพากษา เพราะในโลกนี้เราเป็นเหมือนพระองค์ ในความรักไม่มีความกลัว แต่ความรักที่สมบูรณ์ย่อมขจัดความกลัวออกไป เพราะความกลัวเกี่ยวข้องกับการลงโทษ ผู้ที่กลัวก็ยังไม่มีความรักที่สมบูรณ์” (1 ยอห์น 4:16-21)
เมื่อเราพินิจพิเคราะห์ดูพฤติกรรมของหญิงสาวในหนังสือเพลงโซโลมอน มันแลดูราวกับว่าใจทั้งใจของเธอนั้นอยู่กับเจ้าบ่าว และราวกับว่าเธอจะไม่ใส่ใจเลยถ้าหากมีใครขโมยอะไรไปจากเธอตราบใดที่เธอยังมีเขา “ดิฉันเป็นของที่รักของดิฉันและที่รักของดิฉันก็เป็นของดิฉัน” (เพลงโซโลมอน 6:3)

ความสัมพันธ์

“ขอพรมจูบดิฉันด้วยปากของคุณ เพราะความรักของคุณฉ่ำชื่นใจยิ่งกว่าเหล้าองุ่น”
“ในหมู่ชายหนุ่ม ที่รักของดิฉัน เป็นเหมือนต้นแอปเปิ้ลท่ามกลางแมกไม้ในป่า”
“โปรดให้ดิฉันเป็นดั่งดวงตราประทับที่ใจและที่แขนของคุณเพื่อแสดงว่าคุณเป็นของดิฉัน เพราะความรักทรงอำนาจประหนึ่งความตายและความหึงหวงคงทนราวกับแดนผู้ตาย ความรักนั้นแผดเผาดั่งไฟเสมือนเปลวไฟแรงกล้า ธารน้ำหลายสายไม่อาจดับเพลิงรัก แม่น้ำไม่อาจพัดพาความรักไปได้ หากใครทุ่มเททรัพย์สินจนหมดตัวเพื่อแลกกับความรักไม่แคล้วถูกดูหมิ่นดูแคลน” (เพลงโซโลมอน)

การยินยอมกับพระประสงค์ของพระเจ้านั้นสำคัญที่สุด และแรงดึงดูดที่พอเหมาะต่อพระประสงค์ของพระองค์นั้นเป็นสิ่งที่เราควรมีเพื่อที่จะสามารถโฟกัสได้เต็มกำลัง อัครสาวกยอห์นและราชินีเอสเธอร์ต่างก็เผยตนเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์ และในหนังสือหรือเรื่องราวของเขาก็เป็นข้อพิสูจน์: “เปโตรหันมาเห็นสาวกที่พระเยซูทรงรักกำลังตามมา (นี่เป็นสาวกคนเดียวกับที่เอนกายพิงพระเยซูในระหว่างอาหารค่ำมื้อนั้น…”
“ก่อนถึงเวรที่หญิงสาวแต่ละคนเข้าเฝ้ากษัตริย์เซอร์ซีส พวกนางจะต้องรับการประทินโฉมครบสิบสองเดือนตามที่กำหนดไว้…เมื่อถึงรอบที่แต่ละคนจะเข้าเฝ้ากษัตริย์ จะขอนำอะไรจากฮาเร็มไปพระราชวังด้วยก็ได้…เมื่อถึงรอบของเอสเธอร์ที่จะเข้าเฝ้ากษัตริย์ (หญิงสาวที่โมรเดคัยรับเป็นบุตรบุญธรรม นางเป็นบุตรสาวของอาบีฮายิล ผู้เป็นลุงของโมรเดคัย) นางไม่ได้ขอสิ่งใดนอกจากที่ขันทีเฮกัยผู้ดูแลฮาเร็มแนะนำ และทุกคนที่เห็นเอสเธอร์ก็ชื่นชอบนาง”

ฉันขอหนุนใจคุณด้วยข้อพระคำเหล่านี้ เมื่อคุณอธิษฐาน ให้พระเจ้าทรงสำแดงให้คุณเห็นถึงความหมายของข้อพระคำเหล่านี้และบอกคุณว่าพระองค์ทรงประสงค์ให้คุณปฏิบัติอย่างไรเพื่อให้ข้อพระคำเหล่านี้เกิดขึ้นในชีวิตของคุณ

คุณลองคิดถึงบรรดาคนที่คุณมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดที่สุด และถามตัวเองว่า “เพราะอะไรฉันถึงมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดที่สุดกับคนเหล่านั้น? และเพราะอะไรฉันถึงพูดคุยกับคนเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี?” การอธิษฐานเป็นการพูดคุย พจนานุกรมอธิบายคำว่าการพูดคุยว่าเป็นการแลกเปลี่ยน การมีส่วนร่วม การแบ่งปัน การสื่อสาร การทำให้รู้ การให้ การบอกเล่า การพูดคุยอย่างสนิทสนม และการสนทนา
ในความเป็นจริง บทสนทนาจะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเริ่มไม่ให้ความสนใจ หรือเริ่มแสดงความไม่เห็นด้วยต่ออีกฝ่าย เพราะว่าความสัมพันธ์นั้นอยู่ที่ความพึงพอใจซึ่งกันและกัน ต่อให้คุณหรืออีกฝ่ายจะพูดเสียส่วนใหญ่ แต่สิ่งที่สำคัญคือการที่ใจสื่อถึงใจได้ และการมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน ไม่ใช่เพียงแค่คำพูดเปล่าๆ และนี่เองที่เป็นสิ่งที่ยืนยันความใกล้ชิดหรือห่างเหินระหว่างเรากับพระเจ้า ยิ่งเราเชื่อมาก วางใจมาก และเชื่อฟังพระคำของพระองค์มากเท่าไร เราก็จะมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและอธิษฐานมากขึ้นเท่านั้น “ผู้ใดที่เชื่อในพระองค์ก็ไม่ถูกพิพากษา แต่ผู้ใดที่ไม่เชื่อก็ถูกพิพากษาอยู่แล้ว เพราะเขาไม่เชื่อในพระนามของพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า คำตัดสินเป็นดังนี้คือ ความสว่างได้เข้ามาในโลก แต่มนุษย์รักความมืดแทนที่จะรักความสว่าง เพราะการกระทำของพวกเขาชั่วร้าย ทุกคนที่ทำชั่วก็เกลียดความสว่าง และจะไม่เข้ามาในความสว่างเพราะกลัวว่าการกระทำของตนจะถูกเปิดโปง” (ยอห์น 3:18-20) พระคำข้อนี้อธิบายว่า ถ้าหากว่าเราอยู้ในความบาป เราจะอายที่จะพูดคุยกับองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะว่าเรารู้ดีว่าพระองค์จะไม่ทรงยอมรับคำอธิษฐานของคนที่ไม่ได้สารภาพบาป ถ้าหากว่าเราไม่ดำเนินตามการทรงเรียกของเรา หรือตามบทบัญญัติของพระองค์ เราก็ไม่สามารถพูดกับพระองค์ได้ ไม่มีสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจใดเลยที่จะเอาชนะเราได้ถ้าหากหัวใจและความปรารถนาของเรานั้นตรงตามพระประสงค์ของพระองค์ ไม่มีบาปใดจะขวางกั้น ไม่มีผู้ใดจะนำเราออกนอกลู่นอกทาง ไม่มีสถานการณ์ใดจะสามารถ “พรากเราไปจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้” … “เพราะทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย” (มัทธิว 6:21) เพราะว่ามันเป็นอะไรที่เสี่ยงต่อชีวิตมากที่ใครสักคนจะเข้าใกล้พระเจ้าโดยปราศจากซึ่ง “ความตั้งใจ” ที่จะรับการชำระ ความหลอกลวงสามารถครอบครองความคิดของคุณให้รับ เห็น หรือสัมผัสสิ่งที่ไม่ได้มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า เมื่อโลกอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากเท่าใด มันก็เสี่ยงต่อการถูกเผาไหม้เท่านั้น และถ้าหากโลกออกห่างจากดวงอาทิตย์มากเท่าใด มันก็เสี่ยงต่อการกลายเป็นน้ำแข็งเท่านั้น เช่นเดียวกันคนเราสามารถที่จะหันหลังให้กับพระประสงค์ของพระเจ้าก็มีหัวใจที่แข็งกระด้างดั่งหิน  

การรักษา

องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสว่า “ถึงจะไม่ใช่ทุกคน แต่คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในเหตุการณ์ตรึงกางเขนนั้นสำนึกบาป”

“โมเสสยกงูขึ้นในถิ่นกันดารอย่างไร บุตรมนุษย์ก็ต้องถูกยกขึ้นอย่างนั้น เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระองค์จะมีชีวิตนิรันดร์” … “พวกข้าพเจ้าได้ทำบาปที่บ่นว่าองค์พระผู้เป็นเจ้ากับบ่นว่าท่าน โปรดอธิษฐานทูลองค์พระผู้เป็นเจ้าให้นำงูออกไปเถิด” ดังนั้นโมเสสจึงอธิษฐานเผื่อประชากร องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “จงทำงูตัวหนึ่งติดไว้ที่ยอดเสา ผู้ใดถูกงูกัด จงมองดูงูนั้นแล้วจะรอดชีวิต” โมเสสจึงทำงูจากทองสัมฤทธิ์ติดไว้ที่ยอดเสา และเมื่อผู้ที่ถูกงูกัดมองดูงูทองสัมฤทธิ์นั้นก็มีชีวิตอยู่” … “และเราจะให้พงศ์พันธุ์ดาวิดกับชาวเยรูซาเล็มมีวิญญาณแห่งพระคุณและการอธิษฐาน พวกเขาจะมองดูเราผู้ที่พวกเขาได้แทง และจะไว้ทุกข์ให้เหมือนคนที่ไว้ทุกข์ให้ลูกคนเดียวของตน และร่ำไห้อย่างขมขื่นอาลัยผู้นั้นเหมือนอาลัยเมื่อลูกชายหัวปีของตนตาย” (เศคาริยาห์ 12:10)

และนี่คือข้อสรุปของผลแห่งการอธิษฐานด้วยความจริงใจ: การฝ่าอุปสรรค การรักษา และการช่วยกู้ การปลดเปลื้อง สันติสุข ความมั่นใจ และการพักสงบ

ขอให้เราปรารถนาและโหยหาที่จะเห็นพระองค์ กระหายหาพระองค์ดั่งกวางกระหายหาน้ำ (สดุดี 42:1) กระหายหาชีวิต แสวงหาการรักษาและการช่วยกู้ผ่านทางพระโลหิตและการเสียสละของพระองค์ ระลึกถึงพระองค์ ระลึกถึงสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำ ระลึกว่ามีวันหนึ่งที่ทรงได้รับชัยชนะ!

บทส่งท้าย

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณไม่มากก็น้อย ขอพระเจ้าทรงอวยพรคุณในการดำเนินชีวิตกับพระองค์ ขอให้พระองค์ทรงยกคุณให้สูงขึ้นและทรงสถิตอยู่กับคุณตลอดไป เส้นทางของการเดินกับองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นอาจจะยากลำบากในบางครั้ง แต่ว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่า ขอขอบพระคุณพระเจ้าและพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้า!

“ความยึดมั่นที่แท้นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร ความรักที่จริงใจนั้นจะแสดงออกผ่านทางไหน
พระองค์ทรงรับเอาคำอธิษฐานที่ออกมาจากความจริงใจ ทรงรับเอาคำอธิษฐานที่ยืนกรานหนักแน่นดั่งหลุมฝัง ต่อให้จะมีคำอธิษฐานมากมาย หลากหลายภาษา แต่ทุกคำอธิษฐานนั้นก็ควรค่าที่จะนำมาถวายที่แท่นบูชาของพระองค์ เป็นเครื่องบูชาแด่องค์บริสุทธิ์ พระองค์ทรงสอนนิ้วของข้าให้บรรเลงเพลงบนสายกีตาร์ ทรงสอนข้าให้บรรเลงบทเพลงสรรเสริญ ความเจ็บปวดรวดร้าวนำมาซึ่งบทเพลงอันไพเราะ และความทุกข์ทรมานนำมาซึ่งการได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์”

อ่าน ‘อธิษฐานอย่างพระเยซู’ ตอนที่แล้ว:
ตอนที่ 1 – 2 – 3 – 4

Advertisements