คำพยานชีวิตของเจสซี่ (ฉบับเต็ม)

“พ่อ เจสซี่ แปลว่าอะไรหรอ” ฉันถามพ่อ

“เจสซี่ แปลว่า God’s Grace” พ่อตอบ

ตอนฉันเกิด พ่อขอให้เจ้านายชาวอเมริกันของพ่อช่วยตั้งชื่อภาษาอังกฤษให้ฉัน และชื่อที่เจ้านายนั้นได้ตั้งให้ก็คือ เจสซี่ ซึ่่งหมายถึง พระคุณของพระเจ้า ฉันนั้นไม่รู้เลยว่า พระคุณของพระเจ้า นั้นหมายถึงอะไรกันแน่ จนกระทั่งฉันอายุได้สิบแปดปี พระคุณนั้นได้กลายเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตของคนคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่า ความสุขที่แท้ นั้นคืออะไร

ฉันเกิดในครอบครัวของชาวพุทธ ก่อนฉันเกิดนั้นพ่อและแม่พากันไปบนบาลศาลกล่าวบรรดาพระต่างๆเพื่อที่จะให้ตนซึ่งมีบุตรยากได้มีลูกสักคนหลังจากที่แต่งงานมาหลายปี ฉันเป็นลูกคนแรก เกิดมาท่ามกลางความรักความอบอุ่นของครอบครัว คุณพ่อเป็นคนใจดี เป็นคนที่เคร่งศาสนามาก ทุกวันหยุดพ่อจะพาฉันไปวัด ปล่อยปลา ให้อาหารปลา ทำบุญ พ่อชอบให้ฉันนำเงินค่าขนมเล็กๆน้อยๆมาบริจาค ทุกอาทิตย์ฉันจะนำเงินสิบบาท ยี่สิบบาท ไปให้พ่อไปบริจาคค่าน้ำผลไม้ที่วัด ฉันชอบบริจาคค่าน้ำผลไม้มากกว่าค่าน้ำค่าไฟ ค่าสร้างถนน เพราะว่าฉันชอบน้ำผลไม้เป็นพิเศษ เหมือนเช่นคนพุทธคนอื่นๆ พ่อสอนฉันว่า ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ฉันมักจะเห็นพ่อเป่ามดที่เกาะอยู่แทนที่จะบี้มัน และนั่นเป็นสิ่งที่ฉันทำตามมาเสมอ

ถึงแม้ว่าฉันจะแลดูเหมือนเด็กดี แต่ดังเช่นคนทุกคน ฉันมักจะถามตัวเองเสมอว่า ความสุขที่แท้ นั้นคืออะไร

ฉันไม่มีความสุข ถึงแม้ว่าพ่อจะเป็นคนใจดีเสียส่วนใหญ่ แต่หลายครั้งที่ฉันเห็นฉากทะเลาะเบาะแว้งของพ่อกับแม่ตั้งแต่เด็ก ครั้งหนึ่งฉันถึงกับนั่งร้องไห้คุกเข่าแล้วบอกพ่อว่า “พ่อ อย่าไปเลย” เมื่อเห็นพ่อทำท่าจะเดินออกจากประตูหลังจากที่ได้ตะโกนใส่แม่ว่าจะหย่าร้างกัน พ่อเป็นคนอารมณ์ร้อน ทำให้คำพูดหลายคำทิ่มแทงใจฉันอย่างมาก ตอนที่ฉันยังเด็ก เพราะคำพูดเช่นนั้น ฉันคิดอยากปลิดชีวิตตัวเองอยู่หลายครั้ง เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอยู่เสมอ จนกระทั่งตัวฉันได้กลายเป็นเด็กที่ซึมเศร้า…

ฉันมักจะนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว คิดแต่เรื่องลบๆ อย่างเช่น ฉันเป็นลูกของพ่อกับแม่จริงหรือเปล่า ถ้าคนในครอบครัวที่ฉันรักตายไปจะเป็นอย่างไร ถ้าฉันตายไปจะเป็นอย่างไร ความคิดแย่ๆแบบนี้กับการเก็บตัวกลายเป็นเพื่อนสนิทของฉัน ฉันมักจะตั้งคำถามว่า ความสุขที่แท้นั้นอยู่ที่ไหน

ฉันไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง ฉันอาจจะหน้าตาเหมือนเด็กเรียน แต่ด้วยทรรศคติลบๆต่อชีวิตตัวเอง ฉันมักจะมองตัวเองว่าเป็นคนล้มเหลว ไม่เอาถ่าน ฉันมักจะหาทางทำให้คนสนใจและยอมแลกกับทุกสิ่งเพื่อที่จะมีเพื่อนที่รักฉันจริงๆ ตอนอยู่มัธยมต้น ฉันเจอเพื่อนกลุ่มหนึ่งในโรงเรียนหญิงล้วนที่ฉันเรียนอยู่ ฉันไม่ใช่ “เด็กแรด” และก็ไม่ใช่ “เด็กเรียน” พอดูเพื่อนร่วมชั้นกลุ่มนั้น ฉันก็คิดว่าฉันและพวกเขาน่าจะไปกันได้ ฉันจึงตัดสินใจที่จะเข้ากลุ่ม “เด็กบ้าการ์ตูน”
ฉันไม่ชอบอ่านการ์ตูน ตอนเด็กๆแม่สอนฉันว่า การ์ตูนญี่ปุ่นนั้นไม่ดี ลามก เด็กไม่ควรอ่าน แต่ด้วยความอยากมีเพื่อน ฉันจึงตัดสินใจซื้อการ์ตูนมาอ่านและเอาไปให้เพื่อนยืมเพื่อที่เขาจะได้ชอบเราเพราะเราคอยเอาการ์ตูนมาให้อ่านฟรีๆ ซ้ำร้ายด้วยความที่โรงเรียนเป็นโรงเรียนหญิงล้วน เพื่อนเหล่านี้มักจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเกย์เสมอ การ์ตูนที่อ่านส่วนใหญ่มักจะเป็นการ์ตูนเกย์ การ์ตูนติดเรต และการ์ตูนที่มีแต่ความรุนแรง หลายครั้งฉันรู้สึกผิด แต่ฉันก็มุ่งหน้าทำมันไป ฉันยอมกลืนสิ่งที่ไม่ชอบลงท้องจนกระทั่งฉันติดการ์ตูนเหล่านั้นมากกว่าใครในกลุ่ม มีอยู่ที่คุณครูตรวจกระเป๋าแล้วเจอการ์ตูนลามกในกระเป๋านักเรียนฉัน คุณครูเขียนรายงานลงไปในสมุดจดการบ้านและสั่งให้ฉันนำไปให้ผู้ปกครองอ่านและเซ็นต์กลับมา เมื่อแม่ฉันรู้เข้าก็ผิดหวังในตัวฉันเป็นอย่างมาก แต่สิ่งนี้ก็ไม่สามารถสิ้นสุดนิสัยการติดการ์ตูนลามกของฉันได้ เพราะว่าฉันติดมันเข้าจริงๆแล้ว

พอฉันจะเข้ามัธยมปลาย ฉันเลือกที่จะเข้าไปเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก เพราะฉันได้ค้นพบก่อนหน้านี้ว่าฉันชื่นชอบภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ จากเด็กที่เรียนไม่เก่ง พอได้ไปเจอสิ่งที่ใช่ ฉันก็หลายเป็น “เด็กเทพ” ไปในสายตาของบรรดาเพื่อนร่วมชั้นไปโดยปริยาย
จากคนที่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ฉันตั้งปนิธานว่าจะต้องพูดภาษาอังกฤษให้เหมือนเจ้าของภาษาให้ได้ และฉันก็ทำได้ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี จนทำให้กลายเป็นนักเรียนที่ทุกคนในโรงเรียนต่างก็จับตามอง
ทุกปี ฉันคว้าเกียรตินิยมและรางวัลมากมายตลอด จากเด็กที่เคยแต่ได้คะแนน “พอใช้” ก็กลายเป็นเด็กที่ได้คะแนนยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งสามปีซ้อนในโรงเรียน

จุดเปลี่ยน…

ผมยาวๆของฉันเวลาผูกเป็นจุกอยู่ข้างหลังนั้นทำให้หนักศรีษะมาก บวกกับอากาศร้อนๆ ทำให้ฉันคิดอยากจะไว้ผมสั้น หลังจากที่ตัดผมบ๊อบ ฉันก็ได้โหวตให้เป็นนักแสดงสวมบทบาท สโนว์ไวท์ ในการแสดงประจำปีของโรงเรียน แต่จากผมบ๊อบ ฉันก็อุตริคิดจะตัดผมสั้นแบบแทบจะติดหนังศรีษะให้เหมือนดาราหญิงฝรั่ง จนสุดท้ายก็เริ่มมีบรรดานักเรียนหญิงในโรงเรียนคอนเวนต์ที่ฉันเรียนอยู่นั้นมาแอบชอบ จนผันตัวมาได้รับโหวตเป็น แสดงเป็นผู้ชาย ในการแสดงประจำปีในปีถัดไป…

ด้วยความเก่ง พูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว และด้วยทรงผมที่ทำให้ดูเหมือน ทอม ฉันก็เริ่มที่จะได้รับความสนใจและความหลงไหลจากผู้คนมากมาย ฉันเองก็ ถูกใจ ในตัวตนใหม่ที่ฉันเป็น เพราะว่าในที่สุดฉันนั้นก็ได้รับความสนใจและการยอมรับจากผู้คนที่ฉันได้ตามหามันมาตลอด

นอกจากจะเป็น “เด็กเทพ” สุดหล่อในโรงเรียนแล้ว ฉันก็ยังผันตัวมาเป็น “นักพูดสร้างแรงบันดาลใจที่อายุน้อยที่สุดในไทย” อีกด้วย มันเริ่มที่ฉันได้เข้าประกวดในงานแข่งขันกล่าวสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษของโรงเรียน และได้ค้นพบว่าตัวเองมีความสามารถในการพูดในที่สาธารณะเป็นอย่างมาก ฉันได้รับรางวัลมากมายจากการกล่าวสุนทรพจน์ และด้วยความที่ตนแสวงหา ความสุข  ก็ได้ริเริ่มอ่านหนังสือพัฒนาตนเอง ศาสตร์สมัยใหม่ (New Age) จิตวิทยา เพื่อที่จะหาว่า ความสุขนั้นมันอยู่ที่ไหน ฉันเชื่อว่า ความสุข มันอยู่ในตัวเรา แต่เราต้องหามันให้เจอ

ฉันได้มีโอกาสไปพูดในมีตติ้ง สมาคม โรงเรียน แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ และได้นักพูดสร้างแรงบันดาลใจและนักเขียนชื่อดังมาเป็นครู ฉันยังอายุน้อยมาก ตอนนั้นอายุเพียงสิบหก สิบเจ็ด และได้เป็นที่ชื่นชมของทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อยมากมาย ฉันเชื่อสุดใจว่า ถ้าหากฉันประสบความสำเร็จและได้ทำตามความฝัน ฉันจะมีความสุข

Screen Shot 2016-07-09 at 17.43.38
ตอนเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ

แต่ความสุขนั้นใช่ว่าจะอยู่ในความสำเร็จ ยิ่งฉันได้ไต่สูงเท่าไร ฉันก็พบว่าช่องว่างในใจของฉันมันกว้างขึ้นเท่านั้น ยิ่งฉันพยายามใช้เทคนิคพัฒนาตนเอง เทคนิค New Age จิตวิทยา การสะกดจิตตัวเอง ต่างๆที่สอนคนอื่น แม้แต่การนั่งสมาธิ สวดมนต์ต่างๆ ฉันก็พบว่ามันก็เป็นเพียง ยาแก้ปวด สำหรับคนเป็นมะเร็ง เท่านั้น มันอาจจะช่วยให้รู้สึกดีสักประเดี๋ยว แต่สุดท้ายพอฤทธิ์ยาแก้ปวดมันหาย ฉันก็กลายเป็นคนปกติที่ยังคงตามหาความสุขที่แท้จริงอยู่ดี

วันหนึ่ง ฉันรู้สึกสิ้นหวังกับชีวิต ฉันจึงกลับไปหาเพื่อนสนิทที่ทิ้งไปด้วยเหตุที่ว่าฉันม่วนอยู่กับการพยายามที่จะประสบความสำเร็จ ฉันเริ่มดูหนังโป๊บนอินเตอร์เน็ต เริ่มชอบผู้หญิงแบบจริงๆจังๆ จนกลายเป็นไบ เริ่มช่วยตัวเอง เพราะฉันจนปัญญา ฉันไม่รู้ว่าความสุขที่แท้นั้นอยู่ไหน ขอแค่รู้สึกดีสักประเดี๋ยวก็พอ…

ชีวิตตอนนั้นมืด ฉันมารู้ตัวอีกทีก็ติดกับเสียแล้ว!
ฉันหยุดไม่ได้… หยุดดูหนังโป๊ไม่ได้ หยุดช่วยตัวเองไม่ได้ หยุดคิดแต่เรื่องลามกไม่ได้
จนกระทั่งในที่สุด ก็ราวกับว่าฉันได้ตกลงไปในบ่อโคลนดูดที่ฉันไม่สามารถเอาตัวเองออกมาได้ มันเป็นครั้งแรกที่ฉันมองชีวิตตัวเองแล้วรู้ว่ามันช่างไร้ค่าเสียจริง

พระเจ้า…

ฉันเรียนโรงเรียนคาทอลิกมาตลอด เมื่อก่อนตอนเด็กๆฉันชอบการเข้าพิธี ฉันชอบร้องเพลงคาทอลิก ชอบตามคุณครูที่สอนวิชาคำสอนไปเข้าวัดแล้วนั่งสวดสายประคำ ฉันเชื่อว่าพระเจ้านั้นมีอยู่จริง ตอนเด็กๆฉันเคยทะเลาะกับเพื่อนคนหนึ่งอย่างรุนแรง แล้วเธอก็มาขอโทษฉัน วันนั้นฉันไม่อยากจะให้อภัยเธอเลยด้วยความที่ฉันโกรธมาก แล้วฉันก็อธิษฐานว่า “พระเจ้า ถ้าพระองค์มีอยู่จริง ขอให้นกตัวหนึ่งบินผ่านหน้าฉันตอนนี้” แล้วก็มีนกตัวหนึ่งบินผ่านมาจริงๆ

แต่พอฉันเริ่มวิ่งล่าความสำเร็จ คิดว่าตัวเองนั้นเป็นพระเจ้าของตัวเอง กำหนดโชคชะตาได้เอง ทำอะไรก็ได้ ฉันก็ลืมเรื่องเหล่านี้ไป มีแต่เวลาที่จนปัญญา มีปัญหาร้องห่มร้องไห้ ฉันก็หันไปหารูปปั้นครอบครัวพระเยซูที่โรงเรียนเคยแจกให้เป็นของขวัญแล้วไปนั่งกอดรูปปั้นนั้นแล้วร้องไห้

วันหนึ่ง พี่เลี้ยง (mentor) ชาวอเมริกันซึ่งเป็นคริสเตียนคนหนึ่งนำฉันไปเข้าคริสตจักร คริสตจักรที่ฉันไปวันนั้นไม่ใช่โบสถ์คาทอลิก ทันทีที่ฉันเหยียบเข้าไปในบริเวณคริสตจักรนั้น ฉันก็ได้ยินเสียงเพลงนมัสการดังกระหึ่ม เสียงเพลงนั้นทำให้ใจฉันเต้นด้วยความยินดี ฉันไม่เคยมีความสุขแบบนั้นมาก่อนเลยในชีวิต ฉันเป็นคนพุทธแต่ว่าฉันรู้สึกอยากจะยกมือสรรเสริญพระเจ้าในเวลานั้น

วันนั้นพ่อของฉันมารับจากคริสตจักรกลับบ้าน เกิดการถกเถียงอย่างรุนแรงทันทีที่ฉันบอกว่าฉันอยากจะกลับไปคริสตจักรนั้นอีกเรื่อยๆ พ่อเริ่มบอกฉันว่าฉันจะเป็นคริสเตียนไม่ได้ ว่าเป็นคนพุทธนั้นดีที่สุด และเหตุผลต่างๆนานา วันนั้นทันทีที่ถึงบ้าน ฉันวิ่งโผเข้าห้องนอนและล็อคประตู ฉันคุกเข่าลงร้องไห้อย่างหนักจนตัวสั่น และฉันก็อธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “ขอให้ได้กลับไปคริสตจักรนั้นอีก”

ในเวลาของความมืดมนนั้น พระเจ้า เริ่มเข้ามาอยู่ในชีวิตของฉันดั่งแสงสว่างปลายอุโมง ฉันรู้ว่าฉันกำลังทำบาป รู้อยู่แก่ใจว่าฉันเป็นคนชั่ว และฉันไม่มีทางออก แต่ฉันหยุดตัวเองไม่ได้…
ฉันไม่รู้ว่าจะเลิกดูหนังโป๊อย่างไร จะเลิกช่วยตัวเองอย่างไร เพราะไม่ว่าจะพยายามกี่ครั้ง ฉันก็กลับมาทำมันอยู่ดี และทุกครั้งที่ฉันนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งตั้งอยู่หน้าบรรดารูปพระต่างๆที่แขวนอยู่บนผนัง ไม่มีใครเลยที่จะมาบอกฉันว่าให้เลิกทำ แต่มีดวงตาคู่หนึ่งที่ฉันรู้สึกว่ากำลังมองฉัน เห็นสิ่งที่ฉันทำอย่างลับๆ ผ่านเพดานห้องลงมาที่ตัวฉัน และเจ้าของดวงตาคู่นั้นต้องการให้ฉันเลิกทำบาป และมีแต่พระองค์เท่านั้นที่ช่วยฉันได้…

กลับบ้าน…

วันหนึ่ง ขณะที่กำลังนั่งแปลหนังสือให้กับครูซึ่งเป็นนักเขียนที่มีหนังสือขายดีอันดับหนึ่ง ฉันเปิดเพลงคริสเตียนฟัง และจู่ๆเพลงหนึ่งก็ดังขึ้น…

Oh heart of mine, why must you stray? (ดวงใจของเรา เหตุใดเจ้าจึงพลัดหลง)
From one so fair you run away (จากที่ครั้งหนึ่งเคยแสนดี เจ้าวิ่งหนีไป)
And one more time you have to pay (และอีกครั้งหนึ่งที่เจ้าต้องชำระ)
The heaviness of needless shame (ค่าของภาระหนัก ด้วยความอับอาย)

Oh heart of mine, come back home (ดวงใจของเรา  กลับบ้านเถิด)
You’ve been too long out on your own (เจ้าหายไปนาน อยู่เพียงคนเดียว)
And He’s been there all along (และพระองค์ทรงอยู่ที่นั่นมาตลอด)
Watching for you down the road (ทรงรอคอยเจ้าให้กลับมา)

So come home running (ฉะนั้นวิ่งกลับบ้านเถิด)
His arms are open wide (พระองค์ทรงอ้าแขนกว้างรอรับอยู่)
His name is Jesus (พระนามของพระองค์คือ พระเยซู)
He understands (พระองค์ทรงเข้าใจ)
He is the answer (พระองค์คือคำตอบ)
You are looking for (ที่เจ้ากำลังมองหา)
So come home running (ฉะนั้น วิ่งกลับบ้านเถิด)
Just as you are (กลับมาอย่างที่เป็น)

Oh child of God so dearly loved (โอ ลูกของพระเจ้า ลูกที่รักยิ่ง)
And ransomed by the Savior’s blood (ที่ได้รับการไถ่ด้วยพระโลหิตของพระผู้ไถ่)
And called by name, daughter and son (และได้รับการเรียกชื่อว่าเป็นบุตรของพระองค์)
Wrapped in the robe of righteousness (ห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมแห่งความชอบธรรม)

(เพลง Come Home Running โดย Chris Tomlin)

ฉันได้ยินเช่นนั้นแล้วฉันร้องไห้ไม่หยุด ฉันรู้ว่าฉันเป็นคนแย่ ฉันรู้ว่าฉันกำลังหลงทาง และฉันต้องการพระเจ้า ฉันต้องการ กลับบ้าน…

ชีวิตใหม่ในพระเยซู…

คืนวันหนึ่ง ตัดสินใจที่จะล้มเลิกการทำบาปที่ฉันได้ทำ
คืนนั้นขณะที่อยู่ในห้องนอน ฉันรู้สึกอยากจะช่วยตัวเองอีกครั้ง ฉันมักจะแพ้ความรู้สึกนี้และยอมกลับไปทำมันทั้งๆที่ได้สัญญาครั้งแล้วครั้งเล่ากับเจ้าของดวงตาซึ่งมองมายังฉันและอยากให้ฉันเลิกทำบาปสุดหัวใจ แต่คืนนั้น ฉันตัดสินใจที่จะเลิกจริงๆ

“พอแล้ว” ฉันคิด
จากนั้นฉันก็เลือกที่จะตอบปฏิเสธกับมาร แล้วเดินออกจากห้องไป ขืนฉันอยู่ฉันได้ยอมแพ้มันแน่ๆ ฉันเลือกที่จะเดินออกไปเพราะว่าข้างนอกนั้นมีคนอื่นในบ้านอยู่ และฉันไม่สามารถช่วยตัวเองได้เพราะจะมีคนรู้

ทันทีที่ฉันออกมาอยู่นอกห้อง ฉันรู้สึกราวกับว่าหัวใจของฉันนั้นสว่างไสว สันติสุขที่เป็นมากกว่าความสุขนั้นเอ่อล้นหัวใจของฉัน ฉันกลายเป็นคนใหม่ มีหัวใจใหม่ ความคิดใหม่ ตัวตนเดิมของฉันได้ตายไป แล้วฉันก็กลายเป็นคนที่มีแต่แสงสว่าง ไม่มีความมืดอีกต่อไป!

ฉันได้ เกิดใหม่ในพระคริสต์!

พระเจ้าได้นำหัวใจเดิมของฉันออกไป อภัยบาปทุกอย่างที่ฉันได้ทำ มอบหัวใจที่สะอาดของพระองค์ไว้แทนที่ และเปลี่ยนคนบาปอย่างฉันให้เป็น คนใหม่ เป็นลูกของพระเจ้า!

มันเกิดขึ้นเร็วมาก ไม่ถึงวินาทีที่ฉันก้าวออกมานอกห้อง นับจากวินาทีนั้น ฉันไม่เคยรู้สึกอยากดูหนังโป๊อีกเลย ไม่เคยอยากช่วยตัวเองอีกเลย ความบาปเหล่านั้นที่ฉันเคยคิดว่ามันทำให้ฉันรู้สึกดี เมื่อเทียบกับ สันติสุขที่เป็นมากกว่าความสุข ที่พระวิญญาณพระเจ้าทรงมอบให้ แลดูเป็นสิ่งไร้ค่ายิ่งกว่ากระดาษทิชชู่ที่ถูกใช้แล้วเสียอีก ฉันเคยคิดว่าการทำบาปเหล่านั้นเป็นทางเดียวที่ฉันจะรู้สึกดีได้ แต่ไม่มีอะไรในโลก ไม่มีความสำเร็จใด ไม่มีใคร ไม่มีการกระทำใด ไม่มีสิ่งใด ไม่มีการสวดมนต์นั่งสมาธิใด ไม่มีหนังสือเล่มใด ที่จะมาเทียบกับสันติสุขที่พระเจ้าทรงให้ได้เลย! แม้จะเอาทุกสิ่งในโลกมารวมกัน ก็ไม่มีอะไรเทียบได้! ตั้งแต่เกิดมา ฉันไม่รู้มาก่อนเลยว่า สันติสุขแบบนี้มีอยู่ในโลก

เป็นเพื่อนของพระเจ้า…

Screen Shot 2016-07-09 at 17.44.14
เมื่อเพิ่งมาเป็นคริสเตียนตอนอายุ 18 ปี ย่าง 19

สันติสุขนั้นติดตามฉันไปทุกที่
ตอนแรกฉันกลัวว่ามันจะเหมือนกับความรู้สึกดีที่ฉันเคยมีที่อยู่เพียงชั่วคราว ฉันอยากจะเก็บสันติสุขนี้ไว้ตลอดกาล แล้วฉันก็พบว่า ต่างจากความรู้ดีที่โลกมีให้ สันติสุขที่เป็นมากกว่าความสุขที่พระเจ้าทรงให้นั้นไม่หายไปเลย!

สันติสุขนั้น อยู่กับฉันตลอด 24 ชั่วโมง ฉันกลายเป็นคนที่พูดช้าลงเพราะทุกคำพูด ทุกการกระทำ มีแต่สันติสุขดั่งน้ำใสไหลเย็นหลั่งออกมา ฉันคิดถึงแต่พระเจ้า พระบิดา พระเยซู
ฉันรู้สึกว่าพระเยซูทรงอยู่กับฉัน เดินกับฉัน แล้วตอนที่ฉันเข้านอน พระองค์ก็ส่งฉันเข้านอนแล้วก็ทรงเฝ้าดูเวลาฉันกลับเหมือนตอนเด็กๆที่พ่อแม่เคยเฝ้าฉันนอน
ฉันมีความสุข มากกว่าความสุขเสียอีก หัวใจของฉันพองโตด้วยสันติสุขที่มีค่ากว่าความสุขใดในโลก สันติสุขที่ได้มาฟรีๆโดยไม่ต้องออกแรง ไม่ต้องแลกมากับการถือศีล สวดมนต์ หรือการมีคนมาชื่นชอบสรรเสริญ หรือประสบความสำเร็จ สันติสุขนี้ไม่มีอะไรมาแลกได้!

สุดท้าย ฉันก็ได้เจอสิ่งที่ฉันตามหามาทั้งชีวิต มากกว่าสิ่งที่ฉันฝันไฝ่ด้วยซ้ำ!
พระเยซูคริสต์ คือ คำตอบ!

ฉันจะรับใช้พระเจ้า…

วันหนึ่ง ฉันได้รับโทรศัพท์จากเจ้าของสมาคมนักอ่านที่ฉันเข้าร่วมว่า พี่เลี้ยง (mentor) ของฉันคนหนึ่งซึ่งเป็นคนที่มีชื่อเสียงระดับโลกกำลังหาคนที่ไปเข้าร่วมออกรายการโทรทัศน์กับเขา ฉันตอบปฏิเสธไปอย่างไม่เสียเวลาคิด เพราะว่าฉันได้ตัดสินใจที่จะเลิกเชื่อคำหลอกลวงว่าความสุขที่แท้นั้นมาจากความสำเร็จ มาจากตัวเรา และเราเป็นพระเจ้าของตัวเอง ฉันเลิกที่จะสอนคนอื่นเช่นนั้น ฉันเลิกที่จะติดตามคนที่สอนเช่นนั้น ฉันบอกเธอว่าฉันได้ “เลิกเป็นนักพูดแล้ว” เธอแปลกใจเป็นอย่างมากแล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันตอบไปว่า เพราะว่าฉันได้เป็นคริสเตียนแล้ว

ฉันกลับไปยังสมาคมนักอ่านที่มีผู้คนที่ชื่นชมฉัน ผู้ใหญ่เหล่านั้นภูมิใจในตัวฉันในฐานะที่ฉันเป็นเด็กไทยที่เก่ง และคอยสนับสนุนฉันโดยการโอกาสที่ให้ฉันไปพูดสร้างแรงบันดาลใจอยู่เสมอ เมื่อถึงเวลาแนะนำตัวกับผู้เข้าร่วมใหม่ บรรดาผู้ใหญ่ก็พากันออกตัวว่าฉันนั้นเป็นเด็กที่มีแววและน่ายกย่องมาก แล้วฉันก็พูด ด้วยสันติสุขในหัวใจ ต่อทุกคนว่า “เลิกเป็นนักพูดแล้วค่ะ” แล้วทุกคนก็ประหลาดใจเป็นอย่างมาก พากันถามว่าแล้วตกลงฉันจะเป็นอะไรกันแน่ ฉันตอบไปด้วยความมุ่งมั่นและด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยสันติสุขที่ฉันรู้ดีว่าทุกคนในที่นั่นกำลังตามหาว่า “จะเป็นผู้รับใช้พระเจ้า”

ฉันเลิกเข้าร่วมสมาคมนักอ่าน เพราะว่าฉันรู้ดีว่ามันไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่ดีฝ่ายวิญญาณ ในไม่ช้าฉันก็เลิกเข้าร่วมสมาคมนักพูดด้วย ถึงแม้ว่าฉันจะพยายามใช้โอกาสเวลาพูด พูดถึงพระเจ้า แต่ฉันก็พบว่าพระเจ้าไม่ทรงประสงค์ให้ฉันอยู่ที่นั่นในเมื่อฉันได้ละทิ้งความฝันของตัวเอง วางความฝันนั้นลงแทบพระบาท และเลือกที่จะทำแต่พระประสงค์ของพระองค์เท่านั้น ฉันได้ชีวิตทั้งชีวิตทำในสิ่งที่ฉันคิดว่ามันใช่ แต่สุดท้ายก็พบแต่ความว่างเปล่า ฉันได้ค้นพบแล้วว่าชีวิตของฉันจะมีความหมายต่อเมื่อฉันได้เดินตามพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงสร้างฉันขึ้นมา ฉันเดินออกจากสมาคมไปท่ามกลางความเสียดายของบรรดาผู้ใหญ่ในที่นั้นเพราะฉันเป็นนักพูดที่มีความสามารถมาก แต่ฉันเห็นว่าไม่มีอะไรที่จะมีค่าเท่ากับสันติสุขที่พระเจ้าทรงให้ แม้แต่ความสามารถหรือความฝันฉันก็เลิกให้ได้ และฉันบอกกับคนที่ฉันเคยสอนเป็นการส่วนตัวเกี่ยวกับการพัฒนาตนเองว่าฉันล้มเลิกและปฏิเสธสิ่งที่ฉันเคยสอน เพราะว่าพระเยซูเท่านั้นที่เป็นคำตอบของชีวิต ไม่ใช่ความสำเร็จใด ฉันเปิดใจเล่าถึงบาปที่ฉันเคยทำ การที่ฉันไม่มีความสุขแม้ฉันจะแสดงให้คนอื่นเห็นว่าฉันดีพร้อม เขาบอกฉันว่าฉันเปลี่ยนไป ดูมีความสุขไม่เหมือนเดิม ฉันบอกเขาว่า “พระคำภีร์กล่าวว่า ผู้เชื่อจะมีน้ำแห่งชีวิตหลั่งออกมาจากหัวใจ” และเขาก็ตอบว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ และฉันก็บอกกับผู้หญิงที่ฉันเคยชอบและผู้หญิงที่เคยชอบฉันว่า การรักร่วมเพศนั่นเป็นบาป ขอให้กลับมาหาพระคริสต์เพราะพระองค์ทรงเป็นคำตอบ

ฉันมักจะเล่าเรื่องราวการมารู้จักกับพระเจ้าให้เพื่อนๆฟัง บางครั้งฉันก็นำใบประกาศ พระคัมภีร์ภาษาไทย ไปมหาวิทยาลัยด้วย เพราะว่าฉันรอคอยโอกาสที่จะเล่าถึงความดีของพระเจ้าในชีวิตฉันที่พระองค์ทรงช่วยฉันจากชีวิตอันมืดมิด และแจกจ่ายข่าวประเสริฐของพระคริสต์ผู้ทรงช่วยให้รอดจากบาปที่นำไปสู่ความตาย แก่บรรดาคนที่ฉันพบเจอ

พ่อกับแม่ของฉันไม่ชอบการที่ฉันได้มาเป็นคริสเตียน ตอนแรกพวกเขาก็ยังรับได้ แต่เมื่อมาพบว่าฉันเลิกกราบไหว้พระต่างๆในบ้าน ก็ทำให้พวกเขาไม่พอใจเป็นอย่างมาก ยิ่งซ้ำร้ายเมื่อได้ยินฉันพูดภาษาแปลกๆ (ภาษาทูตสวรรค์ที่พระเจ้าทรงให้เป็นของประทานแก่ผู้เชื่อ) ก็ถูกมองว่ามีผีสิง ทุกคนทั้งไม่พอใจ ทั้งเป็นห่วง เอามาก แต่ฉันได้พบ ความจริง ความสุขที่แท้จริง คำตอบที่แท้จริงแล้ว ฉันไม่ไปไหนอีกแล้ว ฉันจะไม่ทิ้งพระองค์ไปเพราะนอกจากพระองค์นั้นไม่มีใครอีกแล้วที่เป็นพระผู้ช่วยให้รอด!

หมาป่าในคราบแกะ…

ฉันอยากจะเป็นคริสเตียนที่ดีที่สุด ฉันอยากจะทำสิ่งที่ถูกต้องให้เต็มที่ ฉันอยากจะเดินตามพระเจ้าอย่างสุดความสามารถ

ฉันยินดีที่จะสวมกระโปรงยาวระดับเข่าไปมหาวิทยาลัยถึงแม้ว่าอาจจะแลดูเป็นคนประหลาดในหมู่เพื่อนที่นุ่งกระโปรงยาวไม่กี่คืบ ฉันยินดีที่จะกินข้าวกลางวันคนเดียวแทนที่จะเข้ากลุ่มเพื่อนที่เอาแต่พูดถึงสิ่งฝ่ายโลก ฉันพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะไม่ยอมให้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยทำให้ฉันเดินหลงทาง ฉันยินดีที่จะทำทุกอย่างให้พระเจ้าพอพระทัย เพราะนั่นเป็นความสุขของฉัน…การที่ฉันเป็นคนพิเศษ คนของพระเจ้า!

ฉันคิดว่าการเป็นคริสเตียนที่ดีที่สุดนั้น ก็เหมือนกับการที่ฉันฝึกฝนตัวเองจนเก่งกาจเหมือนตอนที่ฉันเป็นนักพูด โดยการอ่านหนังสือมากมายและมีพี่เลี้ยง ฉันคิดว่าถ้าหากว่าฉันได้ฟังนักเทศน์ที่ดีที่สุด มีความรู้ที่สุด ได้อ่านหนังสือที่ดีที่สุด ฉันจะเติบโตในพระคริสต์อย่างรวดเร็วได้ แต่ฉันผิดถนัด!

มันเริ่มจากการที่ฉันได้เข้าไปเจอเว็บไซต์เว็บหนึ่ง ตอนแรกฉันคิดว่าเว็บไซต์นั้นเป็นเว็บไซต์ที่ดี เต็มไปด้วยความรู้ และสติปัญญา แต่ฉันกลับลงเอยคล้อยตามไปทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นศิษยาภิบาลคนนั้นคนนี้เป็นผู้เผยพระวจนะเท็จ ผู้ประกาศคนนั้นคนนี้หลอกลวง นิกายนั้นนิกายนี้ไม่จริง พระคัมภีร์ฉบับนั้นฉบันนี้ไม่ดี ผู้หญิงต้องคลุมผม ห้ามพูดในคริสตจักร ฯลฯ ฉันได้รับเอาคำหลอกลวงเช่นนั้นเข้ามาสุดใจ จนกระทั่งฉันกลายเป็นคนที่ตกหลุมงำแห่งคำโกหก มารผู้เป็นพ่อแห่งคำลวง ได้เข้ามาในชีวิตฉัน!

ฉันใช้เวลานานเป็นเดือนกว่าจะรู้ตัวว่าฉันได้ตกหลุมงำแห่งคำลวงเข้าแล้ว ฉันคิดว่าสิ่งที่ฉันได้อ่านนั้นเป็นจริงมาตลอด เพราะว่าบนเว็บไซต์ชอบอ้างข้อพระคำมาสนับสนุนคำลวงต่างๆ ตัวฉันที่เพิ่งจะมาเป็นคริสเตียนยังไม่ได้ศึกษาพระคัมภีร์ หวังจะเก่งทางลัดโดยการฟังอาจารย์ต่างๆจึงตกหลุมพรางเข้าอย่างจัง ฉันต้องจ่ายค่าชดใช้ราคาแพงสำหรับความผิดพลาดนั้น เพราะฉันต้องใช้เวลานานเป็นปีในการที่พระเจ้าทรงเยียวยาแผลที่เกิดจากการเชื่อคำโกหกหลอกลวงเหล่านั้น

ฉันได้เข้าร่วมคริสตจักรแห่งหนึ่ง แต่ว่าฉันสังเกตว่าคนส่วนใหญ่ในคริสตจักรนั้นไม่เห็นเหมือนฉันเลย ไม่มีใครคิดอยากจะถวายชีวิตทั้งหมดให้แก่พระเจ้า ไม่มีใครอยากจะเติบโตในพระคริสต์ด้วยความกระหาย ไม่มีใครที่อยากจะทำทุกสิ่งเพื่อพระเจ้า พวกเขาแค่มาคริสตจักรแต่ปฏิบัติตัวอย่างโลก ฉันรู้สึกระคายใจอย่างมาก มีบางอย่างในใจฉันที่กำลังส่งสัญญาณเตือนภัย …หารู้ไม่ว่าพวกเขานั้นก็อยู่ภายใต้คำหลอกลวงเช่นกัน ซ้ำร้ายพวกเขายังไม่ได้เกิดใหม่ในพระคริสต์และยังไม่ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์อีกด้วย แม้แต่ผู้นำภายในคริสตจักรนั้นเช่นกัน พวกเขาเป็นเหมือนคนตาบอดที่นำทางคนตาบอด ต่างก็พากันลงเหวไปทั้งคู่

วันหนึ่ง ฉันพบกับอาจารย์สอนวิชาบัญชีที่มหาวิทยาลัย อาจารย์คนนั้นชอบพูดถึงพระเยซูและพยายามที่จะประกาศข่าวประเสริฐแก่นักศึกษาในชั้นเรียน ฉันรู้สึกตื่นเต้นดีใจอย่างมากที่ในที่สุดฉันก็ได้พบกับคนที่รักการรับใช้พระเจ้าและรักพระเยซูอย่างฉัน ฉันชื่นชมในสิ่งที่อาจารย์ทำมาก จนฉันได้ออกปากบอกเขาไปว่าฉันเองก็เป็นคริสเตียนเช่นกัน
ตอนนั้นฉันชอบที่จะเล่าคำพยานแก่คนที่ฉันพบเจอ ฉันเล่าอย่างเปิดเผยถึงบาปที่ฉันได้เคยทำ แม้แต่การดูหนังโป๊หรือการช่วยตัวเอง ด้วยความเชื่อที่ว่าเมื่อเขาได้ยินถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงทำในชีวิตฉัน เขาจะรับรู้ถึงพระคุณและความดีของพระองค์และจะคำนึงถึงพระองค์ในยามที่เขาต้องการการช่วยกู้
เมื่ออาจารย์ได้ยินฉันเล่าเรื่องราว เขาก็เริ่มบอกฉันว่าฉันไม่ควรจะเล่าคำพยานให้ใครฟัง เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวโดยเฉพาะบาปที่ฉันเคยทำ จะทำให้คนมองฉันในแง่ลบ อาจารย์บอกฉันอีกว่าฉันควรจะระวังเรื่องการพูดภาษาแปลกๆ เพราะว่ามันอาจจะไม่ได้มาจากพระเจ้า แต่ฉันก็รับฟังและไม่ได้เอะใจอะไร
วันหนึ่ง เกิดเรื่องบังเอิญขณะที่ฉันกับอาจารย์กำลังพูดคุยกัน อาจารย์บอกฉันว่า ถ้าเกิดว่าเราได้รับเชื่อแล้วเราจะไม่มีทางสูญเสียความรอดได้เด็ดขาด ไม่ว่าจะทำบาปแค่ไหนก็ตาม ฉันฟังแล้วก็เริ่มมีความสับสนทันที (1 โครินทร์ 14:33) ฉันไม่รู้ว่าจะเชื่ออะไรกันแน่ ฉันเคารพและชื่นชมอาจารย์มากจนกลัวที่จะตัดสินว่าอาจารย์ผิด ซ้ำร้ายฉันยังไม่มีความรู้ในพระคัมภีร์มากพอ เพราะฉันมัวแต่ฟังอาจารย์ต่างๆ ฟังความเห็น การวิเคราะห์พระคัมภีร์ของแต่ละคน จนละเลยการอ่านพระคัมภีร์และศึกษาด้วยตัวเอง ฉันเป็นเหมือนคนที่ไม่อยากเสียเวลาสร้างบ้านจึงเอาแต่ก่ออิฐก่อปูนโดยไม่วางเสาเข็ม พอพายุพัดบ้านก็พังลงไม่เป็นท่า!

คำพูดของอาจารย์ทำให้ฉันสับสนมาก ฉันไม่รู้จะเชื่อใครดี นักเทศน์คนนี้ก็น่าเชื่อถือ อาจารย์ก็น่าเชื่อถือ พี่เลี้ยงก็น่าเชื่อถือ หนังสือที่เคยอ่านก็น่าเชื่อถือ วีดีโอที่เคยดูก็น่าเชื่อถือ ฉันไม่รู้ว่า อะไรคือความจริงกันแน่!

วันนั้นฉันกลับไปบ้าน ฉันรู้สึกเหมือนมีอะไรหนักๆฝังอยู่ในหน้าอก เมื่อฉันอธิษฐานด้วยภาษาแปลกๆกับเพื่อนคริสเตียน จู่ๆก็มีเสียงหัวเราะดั่งปีศาจดังออกมาจากปากของฉัน ฉันลงไปนอนกองอยู่ที่พื้นและเสียงหัวเราะนั้นก็ดังไม่หยุด …ฉันถูกวิญญาณชั่วสิงเข้าแล้ว!

ไม่มีใครช่วยฉันได้ ถึงแม้ฉันจะถูกนำตัวไปพบกับภรรยาของศิษยาภิบาลผู้เป็นผู้นำกลุ่มอธิษฐาน เธอก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนักถึงแม้เธอจะพยายามแล้ว ทุกคนในกลุ่มเซลก็ได้อธิษฐานเผื่อฉัน แต่ก็ไม่มีใครช่วยฉันได้เลย ฉันอยู่ตัวคนเดียวในบ้านที่เต็มไปด้วยรูปเคารพเป็นพัน ท่ามกลางครอบครัวที่ไม่เชื่อ และไม่มีใครที่จะสามารถช่วยฉันขับวิญญาณชั่วออกไปได้!

ทางสู่นรก…

นานวันเข้าฉันพอจะลืมๆเรื่องของการที่ฉันถูกวิญญาณชั่วเข้าสิงไปได้บ้าง ฉันพยายามที่จะใช้ชีวิตอย่างปกติถึงแม้หน้าอกฉันยังรู้สึกหนักอยู่ ฉันตัดสินใจที่จะลืมความคิดสับสนนั้นไปและมันก็ช่วยฉันได้บ้าง

ฉันยังคงรับใช้ในคริสตจักรตามปกติ ฉันเป็นนักอธิษฐาน นักร้องประสานเสียง และผู้นำในกลุ่มเซล ถึงแม้ว่าเพิ่งจะมารับเชื่อได้ไม่นานนัก ด้วยความที่ฉันเติบโตอย่างรวดเร็ว มีความรู้มากกว่าหลายๆคน และสามารถอธิษฐานได้ดี บรรดาผู้ใหญ่จึงวางใจให้ฉันทำหน้าที่เหล่านั้นถึงแม้ว่าฉันยังเด็กมาก ตอนนั้นอายุได้ประมาณสิบเก้าถึงยี่สิบปี

ฉันยังคงไฝ่ฝันที่จะถวายชีวิตแด่พระเจ้าและเป็นมิชชันนารีสักวัน ฉันอยากจะตายเพื่อพระคริสต์ อยากจะลำบากเพื่อพระคริสต์ และอยากจะเสียสละทุกสิ่งเพื่อพระคริสต์

วันหนึ่งฉันพบกับชายชาวไนจีเรียคนหนึ่งในคริสตจักร ฉันเป็นคนที่ไม่เหยียดสีผิวและยอมรับคนทุกคนเท่าเทียมกัน ฉันเห็นว่าเขาเป็นเพื่อนที่ดี เรามักจะพิมพ์คุยกันบน Skype เสมอในช่วงแรกที่เรารู้จักกัน เพียงสองเดือนหลังจากที่เราได้พบกัน เขาก็เริ่มที่จะแสดงให้ฉันเห็นว่าเขาต้องการแต่งงานกับฉัน

ด้วยความอ่อนต่อโลก ตอนนั้นฉันอายุประมาณยี่สิบปี ไม่เคยมีแฟนมาก่อนเพราะเรียนโรงเรียนหญิงล้วนมาตลอดจนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัย ฉันไม่รู้จักผู้ชายมากนัก และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการแต่งงานมันเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนอย่างรอบครอบแค่ไหน ฉันคิดแต่ว่าการแต่งงานนั้นขอเพียงแค่อธิษฐานถามพระเจ้าและได้คำตอบว่า ได้ ก็ถือว่าเป็นอันเสร็จสิ้น ถ้าพระเจ้าบอกว่า ได้ ทุกอย่างก็คงลงเอยด้วยดีเอง ฉันเลยบอกเขาว่าฉันจะอธิษฐานก่อน และด้วยความใจร้อน ฉันด่วนตัดสินใจทันทีที่ฉันแค่ รู้สึกดี หลังจากที่อธิษฐานทูลถามพระเจ้าเพียงไม่กี่นาที ฉันคิดไปว่าเขาคงจะถามพระเจ้าเหมือนกันและถ้าเราสองคนรู้สึกเหมือนกันก็น่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ฉันกลับไปหาเขาในวันรุ่งขึ้นพร้อมกับคำตอบว่าฉันตกลงที่จะแต่งงานกับเขา!

ทันทีที่ฉันแนะนำเขาให้กับเพื่อนๆกลุ่มเซล พวกเขาก็ต่างกันแตกตื่น วันนั้นเขาบอกฉันว่าเขาไม่ชอบการกระทำของบรรดาเพื่อนๆของฉัน และเริ่มกล่าวหาว่าพวกเขาเหยียดสีผิว และเมื่อข่าวการตัดสินใจแต่งงานของฉันดังไปถึงหูภรรยาของศิษยาภิบาล เธอก็เชิญฉันมาพูดคุยเป็นการส่วนตัว…

ก่อนวันนั้น เขาได้ชวนฉันไปที่อพาร์ทเมนต์ของเขา เขาบอกว่าเขาต้องการให้ฉันอธิษฐานให้แก่ห้องที่เขาพักเพราะว่าก่อนที่เขาจะเจอฉันนั้นเขาได้เอาผู้หญิงขายบริการมานอนด้วย แต่เมื่อได้เจอฉัน เขาก็ตัดสินใจที่จะเลิกนิสัยเดิมๆและไม่มีความรู้สึกอยากจะทำเช่นนั้นอีกต่อไป ฉันได้แต่คิดว่าคงจะเป็นการอัศจรรย์ของพระเจ้าแน่ๆที่เขาได้เลิกนิสัยนั้นเหมือนกับที่พระองค์ได้ทรงให้ฉันเลิกทำบาป แต่เมื่อไปที่ห้อง หลังจากที่ฉันได้อธิษฐานเรียบร้อย สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป ฉันไม่เคยอยู่กับผู้ชายสองต่อสองมาก่อน แล้ววันนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ฉันรับเอาคำหลอกลวงที่ว่า ไหนๆเราก็ตัดสินใจจะแต่งงานกันแล้ว จะมีเพศสัมพันธ์ก่อนก็ไม่ผิด

ฉันกลืนเอาคำหลอกลวงนั้นดั่งกลืนยาขมเม็ดโต ในใจฉันรู้สึกว่าฉันกำลังทำผิดเต็มๆ แต่ฉันก็เลือกเขาแทนที่จะหยุดฟังเสียงกระซิบในใจของพระวิญญาณ ฉันกลัวที่จะเสียเขาหลังจากที่ได้ลงทุนเสียความบริสุทธิ์ไปแล้ว… ฉันกลัวที่จะหันหลังกลับ แต่หารู้ไม่ว่าฉันกำลังเดินหน้าลงนรก!

เมื่อภรรยาของศิษยาภิบาลถามฉันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรา ฉันก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะทำให้เธอเชื่อว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า และทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ทั้งๆที่พ่อแม่ของฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น และฉันก็รู้ดีแก่ใจว่าพวกท่านคงไม่พอใจอย่างมากที่รู้ว่าฉันไม่เชื่อฟังและแอบมีแฟนขณะกำลังเรียนอยู่ เธอก็ดูเหมือนจะเชื่อสิ่งที่ฉันพูดจนกระทั่งเธอถามฉันว่าฉันได้มีเพศสัมพันธ์กับเขาแล้วหรือยัง ซึ่งฉันก็กลัวการโกหกและตอบเธอไปตามความจริง
อาทิตย์ต่อมาทั้งเขาและฉันก็ถูกเชิญไปที่ออฟฟิศของศิษยาภิบาลและภรรยา เราทั้งสองพยายามที่จะพูดจาผักชีโรยหน้า ปั้นน้ำเป็นตัว ให้เขาทั้งสองเชื่อว่าเราไม่ได้ทำผิดอะไร เขาก็สัญญาว่าเขาจะเลิกมีเพศสัมพันธ์อีกจนกว่าจะแต่งงานกัน แต่เมื่อออกจากออฟฟิศไป เขาบอกฉันว่า คราวหน้าถ้าหากใครถามฉันเรื่องนี้ ให้ฉันตอบว่าเราไม่ได้มีอะไรกัน เพราะคนพวกนั้นชอบยุ่งเรื่องส่วนตัวของคนอื่น!

ฉันเคารพศิษยาภิบาล ผู้นำคริสตจักร และรักเพื่อนๆในกลุ่มเซลมาก แต่ว่าเขากลับกล่าวหาความห่วงใยของพวกเขาว่าเป็นเพียงการเหยียดสีผิว ยุ่งเรื่องของคนอื่น เท่านั้น เขาเริ่มที่จะอ้างพระคัมภีร์ว่าอย่าให้ใครแยกสามีภรรยาออกจากกัน (มาระโก 10:9) และบอกฉันว่าพวกเขาเป็นคริสเตียนจอมปลอม เขาบอกฉันด้วยว่าเขาฝันว่าผู้นำกลุ่มเซลกำลังทำตัวเป็นศัตรูของเรา ตอนแรกฉันไม่อยากจะเชื่อแต่เพราะว่าฉันกลัวเขาผิดหวัง กลัวเขาเสียใจ ฉันจึงยอมเดินตามเขาไป

โยนาห์…

ฉันเป็นเหมือนโยนาห์ที่วิ่งหนีจากพระเจ้า ฉันพยายามที่จะมีพระเจ้าพร้อมกับมีเขาในเวลาเดียวกัน แต่ว่าฉันเลือกที่จะฟังเขามากกว่า แม้ในใจของฉันจะมีเสียงกระซิบตลอดเวลาว่าฉันกำลังเดินผิดทาง ฉันก็เลือกที่จะฟังคำหลอกลวงของเขามากกว่า

พระเจ้าทรงเริ่มที่จะปลุกผู้คนในชีวิตของฉันให้ส่งสัญญาณเตือนภัย

เมื่อทรงเห็นว่าฉันไม่ยอมฟังศิษยาภิบาลและภรรยา รวมทั้งพี่น้องในกลุ่มเซล ฉันก็เหมือนกับผู้เผยพระวจนะที่ถูกลาที่ถูกพระเจ้าทำได้ต่อว่า วันหนึ่งพ่อเริ่มเห็นนิมิตชายผิวดำรูปร่างสูงใหญ่กำลังทำร้ายฉันขณะที่พ่อกำลังนั่งสมาธิ และแม่ถูกหมอดูบอกว่าฉันกำลังมีแฟนอย่างลับๆและแฟนคนนั้นไม่ใช่เนื้อคู่ พ่อและแม่เห็นดังนั้นจึงเริ่มหาสืบความว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่ จนได้ค้นพบความจริง!

พ่อและแม่โกรธฉันมาก แต่ก็ได้แต่บอกว่าให้เราเป็นแค่เพื่อนกันไปจนกว่าจะเรียนจบ แต่ฉันกลับปฏิเสธไม่เชื่อฟัง และยืนกรานว่าฉันจะไม่เลิกกับเขาเด็ดขาด ฉันเลือกที่จะเชื่อฟังคำหลอกลวงว่าแม้แต่พ่อแม่ฉันก็เหยียดสีผิวเช่นกัน!

ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและฉัน หลังจากที่ฉันเลือกที่จะไม่ฟังใครสักคน กลายเป็นนรกบนดิน
เราเริ่มทะเลาะกันอย่างรุนแรงทุกวัน ส่งเสียงตะโกนทางโทรศัพท์ดึกดื่น ฉันร้องไห้ทุกวันเพราะเขา โดยเฉพาะเมื่อฉันเพิ่งมารู้ตอนหลังว่า เขาไม่ชอบการอธิษฐาน และไม่ชอบอ่านพระคัมภีร์ แต่เขาเห็นว่าตัวเองเป็นผู้ชอบธรรมและบอกฉันว่าเขาไม่ใช่ศิษยาภิบาลสักหน่อยจะได้อ่านพระคัมภีร์และอธิษฐานเยอะๆ ฉันพยายามที่จะอ่านพระคัมภีร์และอธิษฐานร่วมกันแต่ก็กลับกลายเป็นการทะเลาะกันเรื่องที่ว่า ทำไมฉันต้องบังคับให้เขาอ่านพระคัมภีร์และอธิษฐานด้วย จนกลายเป็นเรื่องใหญ่แทบทุกวัน ฉันพยายามรักษาน้ำใจเขาไว้ จนกระทั่งตัวเองจากเดิมเป็นคนที่อธิษฐานเป็นชั่วโมง กลายมาเป็นคนที่อธิษฐานน้อยกว่าเขาเสียอีก! ฉันกลายเป็นคนไม่ชอบอธิษฐาน และไม่ชอบอ่านพระคัมภีร์ โดยเฉพาะว่าฉันไม่อยากจะได้ยินเสียงกระซิบในใจที่บอกว่าฉันกำลังทำผิดทุกครั้งที่ฉันอธิษฐานหรือเปิดพระคัมภีร์!

ฉันละทิ้งความฝันที่จะเป็นมิชชันนารีเพราะเขาต้องการทำธุรกิจ เราทะเลาะกันแม้แต่เรื่องที่ฉันบอกเขาว่าฉันอยากจะเปิดบ้านเด็กกำพร้า (จากที่ฉันเคยตั้งใจว่าฉันจะถวายชีวิตให้แก่พระเจ้า) แม้แต่ฝันที่จะรับเลี้ยงเด็กกำพร้าคนหนึ่งแทนที่จะถวายชีวิตรับใช้พระเจ้าก็ถูกต่อต้าน

ฉันไม่มีเพื่อน เพราะเพื่อนทุกคนต่างก็ออกเสียงเดียวกันตักเตือนฉัน ฉันจึงอยู่คนเดียว ไม่สุงสิงกับใครเวลาเข้าคริสตจักร มีแค่เขากับฉันเท่านั้น สุดท้ายเสียงหลอกลวงของมารผ่านทางเขาก็กลายเป็นเสียงเดียวที่ฉันรับฟัง ฉันกลายเป็นคนไร้ค่า แสงสว่างและสันติสุขที่ฉันเคยมีในหัวใจกลับกลายเป็นความมืดและความสิ้นหวัง ฉันรู้ว่ามันง่ายนิดเดียวที่จะทิ้งเขาไปแต่ฉันก็เลือกที่จะอยู่เนื่องจากกลัวว่าเขาจะเสียใจ ในขณะที่ฉันทำให้ทุกคนที่รักฉันจริงเสียใจ

ฉันเสแสร้งว่าชีวิตฉันยังโอเคดี ฉันยังคงอธิษฐานในคริสตจักร รับใช้ด้วยการเป็นหัวหน้ากลุ่มเซล ฉันพยายามให้ทุกคนเข้าข้างฉันโดยการแสร้งทำว่าความสัมพันธ์ของเรานั้นดีเลิศ โดยเฉพาะการที่ฉันรับใช้ด้วยกันกับเขา ฉันโอ้อวดว่าเราสองคนอธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์ด้วยกันทุกวัน เพื่อที่จะให้ทุกคนเห็นว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ทั้งๆที่ฉันกำลังตายลงอยู่ภายใน

ฉันเริ่มที่จะฝันร้าย มีปีศาจ วิญญาณชั่ว คอยทำร้ายยามหลับ เมื่อเล่าให้เขาฟัง เขากลับโทษพ่อของฉันว่าเป็นตัวการเนื่องจากรูปเคารพของพ่อ ฉันทะเลาะกับเขาทุกวัน หัวใจของฉันเย็นชา และฉันก็เลิกเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใสเวลาเจอกับคนอื่น เลิกประกาศข่าวประเสริฐ เลิกพูดถึงพระเจ้ากับผู้ไม่เชื่อ เพราะว่าฉันกำลังปฏิเสธพระองค์อยู่ถึงแม้ว่าภายนอกฉันแสร้งทำว่าฉันยังคงเป็นคริสเตียนที่ดีกว่าใคร

ในท้องปลา…

หลายครั้งที่เขามีปัญหากับครอบครัวของฉัน จนกระทั่งพ่อซึ่งเป็นคนที่ไม่เคยแม้แต่คิดจะบี้มดหนึ่งตัว คิดจะปลิดชีวิตเขาจริงๆ เราต้องวิ่งไปรายงานที่สถานทูต รายงานพ่อของฉัน…ฉันเข้าข้างเขาจนกลายเป็นลูกเนรคุณ

สิ่งที่ฉันไม่เคยทำตอนฉันเป็นผู้ไม่เชื่อ ฉันกลับทำในเวลานั้น ฉันแย่ยิ่งกว่าผู้ไม่เชื่อเสียอีก!

วันหนึ่ง ฉันได้รับโทรศัพท์จากเขาว่าเขาถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจับตัวไปเนื่องจากทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต (เขาหลบหนีเข้าเมืองเนื่องจากถูกหลอกโดยคนคนหนึ่งไปปล่อยทิ้งไว้ในต่างแดน และไม่มีหนังสือเดินทางที่ถูกต้องด้วย) ฉันใจสลายเมื่อได้ทราบข่าว ฉันพยายามที่จะออดอ้อน คุกเข่า ร้องไห้ ขอร้องให้ตำรวจปล่อยเขาไปแต่ก็ไม่เป็นผล เขาถูกจำคุกเป็นเวลาสิบสามวันก่อนที่จะถูกประกันตัวออกมาด้วยเงินหนึ่งแสนบาทที่ทางพี่น้องคริสเตียนเรี่ยไรมาให้ เราทั้งสองโล่งใจเมื่อเขาได้รับการปล่อยตัว
ช่วงเวลาที่เขาถูกจำคุกนั้นเป็นเวลาที่ฉันลำบากมาก เพราะฉันต้องแอบออกจากบ้านเช้าตรู่เพื่อไปเยี่ยมเขาที่เรือนจำ ฉันทิ้งศักดิ์ศรีตัวเองทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคนมีการศึกษา มีฐานะดี แล้วไปเยี่ยมเขา ซื้ออาหารไปให้ แล้วร้องไห้ด้วยกัน ฉันสัญญากับเขาว่าฉันจะไม่ทิ้งเขาไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

แต่ทว่าไม่กี่เดือนให้หลัง ศาลได้ตัดสินให้เขาถูกส่งออกนอกประเทศและไม่อนุญาตให้กลับมาอีกในเวลาสี่ปี โลกของเราก็ทลายลง วันนั้นขณะที่กำลังถูกนำตัวไปยังสถานกักกันเพื่อรอส่งตัวออกนอกประเทศ เขาให้ฉันสัญญากับเขาว่าฉันจะต้องหนีตามเขาไปไนจีเรีย แม้ว่าตอนนั้นฉันกำลังเรียนมหาลัยปีสุดท้ายอยู่ก็ตาม ฉันทำท่าไม่เต็มใจจนเขาบอกฉันว่าเขากลัวว่าฉันจะทำให้เขาผิดหวัง ฉันจึงยอมตัดสินใจจะหนีตามเขาไป

ฉันทำหนังสือเดินทาง ขอวีซ่า และนำเงินประกันที่ได้คืนมาจัดการเรื่องทุกอย่าง
จนกระทั่งหนึ่งวันก่อนออกเดินทาง ฉันกลับบ้านมาแล้วพบว่าลิ้นชักที่ฉันได้เก็บสิ่งของที่จะเดินทางไปด้วยนั้นถูกเปิดออกแม้ว่าฉันได้ล็อคมันก่อนออกจากบ้านแล้วก็ตาม ฉันใจเสียมาก…

แม่ของฉันพบแผนการของฉัน และได้ระงับสัญญาณโทรศัพท์ของฉัน พร้อมทั้งล็อคฉันไว้ในบ้าน เพื่อไม่ให้ฉันหนีไป…

ฉันโกรธแค้นพ่อและแม่มาก ฉันพยายามขอความช่วยเหลือจากตำรวจแต่ก็ไม่เป็นผล
ในนาทีนั้น แม้แต่เขาเองก็กล่าวหาว่าฉันทำงานผิดพลาด ว่าฉันกำลังหลอกลวงเขา ฉันเหลืออยู่ตัวคนเดียว

สุดท้ายพ่อแม่ตกลงว่าจะให้ฉันไปเยี่ยมเขาได้เมื่อฉันเรียนจบ เรื่องจึงคลี่คลาย แต่ทว่า…ความห่างระหว่างเราสองคนนั้นเป็นแผนการของพระเจ้าที่จะกอบกู้ฉันจากทางลงนรก…

พระเจ้าทรงแสนดี…

ระยะทางระหว่างเราสองคนทำให้ฉันเย็นลง ในช่วงแรกฉันคิดว่าฉันคงมีชีวิตโดยปราศจากเขาไปไม่ได้ แต่ต่อมาฉันเริ่มที่จะได้สติ…

ฉันยังคงเชื่อคำหลอกลวงมากมายที่เขาได้เป่าหูฉันวันแล้ววันเล่าอยู่ แต่ด้วยความห่าง ฉันเริ่มที่จะตั้งข้อสงสัยในคำหลอกลวงเหล่านั้น เสียงกระซิบในใจเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆในความเงียบสงัดของความโดดเดี่ยว และฉันก็เริ่มเงี่ยหูฟังเสียงนั้น…

ฉันเริ่มที่จะกลับมาหาพระเจ้า กลับมายังคนรักที่ฉันได้ละทิ้งไป คนรักที่สัตย์ซื่อผู้ไม่เคยละทิ้งฉันเวลาที่ฉันได้ละทิ้งพระองค์ พระองค์ทรงดึงฉันกลับมาสู่อ้อมกอดอันคุ้นเคยที่ฉันไม่ได้เข้าใกล้เป็นเวลาสองปีนับจากที่ฉันเลือกเขาและได้ใช้ชีวิตในความบาปและความสิ้นหวังนับจากเวลานั้นมา

พระองค์ไม่เคยกล่าวหาฉัน ไม่เคยต่อว่าฉันในเวลานั้น พระองค์ปล่อยให้ฉันคิดว่าฉันไม่ผิดไปสักพักจนกว่าฉันจะพร้อมที่จะฟัง พระองค์ทรงดึงฉันกลับวันแล้ววันเล่า ทุกวันพระองค์ทรงยืนยันต่อฉันว่าพระองค์ทรงอยู่กับฉันเสมอ และฉันยังคงมีหวังในพระองค์  และสักวันฉันจะกลับมาเป็นคนเดิมได้

หัวใจของฉันรู้ดีว่าชีวิตนี้ฉันอยู่เพื่อพระองค์ ฉันได้เดินผิดทาง แต่ฉันก็ได้กลิ่นอายของความหวัง…ว่าฉันจะได้กลับไปอยู่เพื่อพระองค์อีกครั้ง…และตลอดไป

การทรงเรียก…

คืนหนึ่งฉันฝันว่าฉันกำลังอธิษฐานแล้วมีไฟลุกโชนไปทุกหนทุกแห่ง ฉันเป็นตัวเองกำลังขับวิญญาณชั่วออกจากหญิงคนหนึ่ง และได้ออกไปสอนพระคัมภีร์แก่คนที่อยู่ในระแวกใกล้เคียง นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันฝันถึงการทรงเรียกของพระเจ้า ฉันได้ฝันเห็นตัวเองกำลังขับวิญญาณชั่วหลายครั้ง ในเวลานั้นฉันเริ่มที่จะกลับมาแสวงหาพระเจ้า พระเจ้าทรงใช้ผู้ประกาศข่าวประเสริฐ เบรนด้า ไพรส์ จากอเมริกามาคอยแนะนำฉัน เธอบอกว่าฉันได้รับการทรงเรียกให้ช่วยกู้ผู้คนจากพันธนาการของมารซาตาน แต่ฉันเองนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นไปได้อย่างไร…

เผชิญหน้ากับความจริง…

ผู้ประกาศข่าวประเสริฐ เบรนด้า และทีมอธิษฐานของเธอได้อธิษฐานเผื่อฉันอยู่เสมอ และคอยแนะนำฉัน วันหนึ่งพวกเขาได้แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการบัพติสมาด้วยไฟให้แก่ฉัน ซึ่งมีศิษยาภิบาล คริสติน โคลแมน เป็นผู้เขียน

พระเจ้าได้ทรงฟื้นฟูชีวิตของฉันอย่างรวดเร็วในเวลาสั้นๆ จนกระทั่งไม่กี่เดือนหลังจากที่ฉันได้เหลืออยู่ตัวคนเดียว ฉันได้รับการฟื้นฟูให้แข็งแกร่งกว่าที่ก่อนที่ฉันจะหลงทางเสียอีก!

ในเวลาฉัน พระองค์ทรงดึงฉันกลับมา และทรงทำให้ฉันแสวงหาพระองค์หมดหัวใจ

และด้วยการเติบโตของฉัน ฉันเริ่มเห็นหลายสิ่งในคริสตจักรที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน…

ฉันเริ่มเห็นว่าคริสตจักรนั้นกำลังนำผู้คนหลงทาง ฉันเริ่มเห็นนิมิตที่สื่อถึงความจริงอันหน้าโศกเศร้าเกี่ยวกับคริสตจักร ในนิมิตฉันเห็นผู้คนผอมโซเหมือนเด็กในโลกที่สามที่เห็นบนทีวี ผู้คนเหล่านั้นคือผู้คนที่เข้าร่วมคริสตจักร พวกเขารับเอาอาหารที่หน้าตาเหมือนขนมปังแต่ภายในนั้นไม่ใช่ขนมปัง เพราะมันไม่ใช่อาหารเลยด้วยซ้ำ มันไม่ได้ช่วยให้เขาเติบโต เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงผอมโซจวนตาย! นิมิตนี้สื่อถึงคำหลอกลวงของมารในคำสอนของคริสตจักร วิญญาณของผู้คนมากมายที่นั่นกำลังผอมโซ เพราะพวกเขาไม่ได้รับพระคำของพระเจ้าจริงๆ แต่รับเอาคำสอนที่น่าเชื่อถือของมนุษย์มา

ฉันพยายามที่จะบอกพี่น้องในคริสตจักรถึงความเป็นจริง แต่ยิ่งพูด พวกเขากลับยิ่งตีตัวออกห่าง หลายคนเริ่มไม่อยากจะเข้ากลุ่มเซลเนื่องจากสิ่งที่ฉันพูดนั้นยากเกินไปสำหรับพวกเขา ยิ่งฉันพยายามจะนำพวกเขากลับมายังทางของพระเจ้า พวกเขายิ่งปฏิเสธสิ่งที่ฉันทำ

อาทิตย์แล้ว อาทิตย์เล่า จนกระทั่งวันหนึ่งฉันทนไม่ได้อีกต่อไป เพราะแม้แต่จะนั่งฟังคำสอนเช้าวันอาทิตย์ หัวใจของฉันก็โศกเศร้าด้วยความโศกเศร้าของพระวิญญาณในใจฉัน ฉันเห็นพระเยซูทรงร้องไห้ พระองค์ทรงบอกฉันเกี่ยวกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นภายในคริสตจักรนั้น ฉันต้องทำอะไรสักอย่าง…

ฉันตัดสินใจที่จะเขียนอีเมล์ไปหาศิษยาภิบาล คริสติน โคลแมน เพื่อขอความช่วยเหลือ เธอไม่รู้จักฉันเลย และฉันก็ไม่ค่อยรู้จักเธอด้วยเช่นกัน ภายในไม่กี่วัน ฉันก็ได้รับคำตอบจากเธอว่า พระเจ้าทรงเรียกให้ฉันออกจากคริสตจักรนั้น และพระองค์ทรงมีการทรงเรียกที่ยิ่งใหญ่สำหรับฉัน

ออกจากคริสตจักร…

ฉันเชื่อดีในสิ่งที่ศิษยาภิบาล คริสติน โคลแมน ได้กล่าวแก่ฉัน เธอบอกฉันว่าในเวลาอันใกล้พระเจ้าจะทรงเรียกให้ฉันออกจากคริสตจักร ฉันยังจำได้ดีว่า การออกจากคริสตจักรนั้นเป็นเรื่องช๊อคสำหรับพี่น้องหลายคนในคริสตจักรนั้น พี่น้องหลายคนเชื่อว่าสาเหตุที่ฉันออกจากคริสตจักรเป็นเพราะมีเรื่องพิพาทกับพี่น้องคนอื่น แต่อันที่จริงแล้วนั้น ฉันยินดีจะยอมทนทุกอย่างเพื่อพี่น้องคนใดก็ตามที่ไม่เห็นด้วยในสิ่งที่พระเจ้าทรงนำให้ฉันทำ ฉันอยากที่จะอยู่ต่อเพื่อที่จะช่วยพี่น้องเหล่านั้น แต่ว่าไม่มีใครสามารถดับเพลิงที่เผาไหม้บ้านได้ขณะที่ตัวเขาเองยังอยู่ในบ้านนั้น เขาจะต้องออกมาจากบ้านที่กำลังลุกไหม้อยู่นั้นแล้วไปเอาสายดับเพลิงมาดับเพลิง เช่นเดียวกัน ฉันไม่สามารถที่จะกอบกู้พี่น้องเหล่านั้นได้หากฉันยังคงอยู่กับพวกเขา ฉันยังจำได้ดี วันอาทิตย์วันสุดท้ายที่ฉันได้ไปยังคริสตจักรนั้น ฉันมอบจดหมายฉบับหนึ่งซึ่งเป็นสารจากพระเยซูถึงศิษยาภิบาล มันเป็นข้อความที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในคริสตจักรนั้นได้ แต่ฉันได้รับจดหมายตอบกลับที่ทำให้ฉันไม่สามารถหันหลังกลับไปคริสตจักรนั้นได้อีก… ฉันให้อภัย รัก และเดินจากไป ด้วยความหวังและคำอธิษฐานที่ว่า สักวันหนึ่งพวกเขาจะกลับใจและได้รับความรอด

การทรงนำในถิ่นกันดาร…

ฉันเหลืออยู่แต่คนเดียว ไม่มีพี่น้องอยู่ใกล้ๆ ไม่มีเพื่อนสักคน แต่ฉันไม่ได้อยู่เพียงลำพัง

หลังจากที่ได้ออกจากคริสตจักรนั้น พระเจ้าทรงเริ่มนำฉันไปพบกับพระองค์ในแบบที่ฉันไม่เคยคาดฝันมาก่อน ฉันเริ่มอธิษฐานอย่างเอาจริงเอาจัง แสวงหาพระพักตร์ของพระเจ้าด้วยใจที่แตกสลายและกระหายหาพระองค์ มีหลายคืนที่พระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาเยี่ยมเยียนฉันขณะที่ฉันหลับ การทรงสถิตย์ของพระองค์นั้นสามารถสัมผัสได้อย่างแรงกล้า ฉันสามารถสัมผัสได้ถึงความสว่าง ฤทธิ์อำนาจที่สัมผัสลึกลงไปในทุกเซลล์ ทุกอณูในตัวฉัน ลึกลงไปในจิตวิญญาณ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงมอบฤทธิ์อำนาจให้แก่ฉันขณะหลับ ฉันแสวงหาพระองค์อย่างสุดหัวใจ

ไม่ช้าหลังจากที่ฉันได้ออกจากคริสตจักร ได้เฝ้าเดี่ยวกับพระเจ้าเพียงลำพัง มีพี่น้องท่านหนึ่งที่เคยเข้าคริสตจักรที่ฉันได้ออกมา ติดต่อฉัน เธอบอกฉันว่าเธอมีอาการเจ็บหน้าอกและหลัง เธอเห็นสิ่งที่ฉันโพสต์บนเฟสบุ๊คและเชื่อว่าฉันพูดและสอนความจริง เธอขอให้ฉันอธิษฐานให้กับเธอ ทันทีที่ได้อธิษฐาน อาการเจ็บของเธอก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง! นี่เป็นการอัศจรรย์แรกในชีวิตของฉัน…ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ฉันไปออกจากคริสตจักร

องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงนำฉันในถิ่นกันดาร ในที่ที่ไม่มีใครอยู่เคียงข้าง (ฉันหมายถึงไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ แต่อันที่จริงฉันมีศิษยาภิบาล คริสติน โคลแมน คอยให้คำปรึกษาและอธิษฐานเผื่อฉัน และคริสตจักร Blazing Holy Fire คอยอธิษฐานเผื่อฉันโดยไม่ขาด) พระเจ้าทรงนำฉันเข้าใกล้พระองค์ ให้ฉันรู้จักกับพระเจ้าในแบบที่พระคัมภีร์ได้กล่าวถึง ไม่ใช่ในแบบที่ฉันเห็นในคริสตจักรทั่วๆไป

บัพติสมาด้วยไฟ…

ตอนนั้นเป็นเวลาที่ฉันเพิ่งจะเรียนจบและรอการรับปริญญา ฉันปฏิเสธที่จะเริ่มทำงานในทันที และขอเวลาอยู่กับบ้านเพื่อใช้เวลากับพระเจ้าเป็นเวลาประมาณ 6 เดือน ก่อนเริ่มทำงาน เมื่อฉันเฝ้าอธิษฐาน แสวงหาพระพักตร์ พระเจ้าทรงบัพติสมาฉันด้วยไฟ ฉันรู้สึกถึงความร้อนที่ปลายนิ้วมือ ราวกับว่ามือของฉันอยู่ใกล้หม้อน้ำเดือด เมื่ออธิษฐานมากขึ้น ไฟนั้นเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งฉันสัมผัสได้ถึงน้ำหนักของพระสิริที่อยู่บนมือของฉัน (2 โครินทร์ 4:17)

ของประทานฝ่ายวิญญาณ…

ที่คริสตจักร Blazing Holy Fire พระเจ้าทรงเคลื่อนไหวอย่างทรงพลัง มีการอัศจรรย์เกิดขึ้นมากมาย ไม่ใช่เพียงแค่การรักษาเท่านั้น แต่คนในคริสตจักรเล็กๆแห่งนี้แสวงหาพระเจ้าอย่างสุดหัวใจและเดินตามพระคำของพระองค์ พวกเขาอธิษฐานเป็นเวลานานด้วยใจที่แสวงหาและกระหายหาพระเจ้า พระเยซูทรงสำแดงพระองค์แก่ผู้คนในคริสตจักร มีนักอธิษฐานหลายคนที่ได้เห็นพระเยซู ได้สัมผัสพระองค์ ได้ถูกรับไปเยือนสวรรค์และนรก เป็นคริสตจักรที่นอกจากจะมีการทรงสำแดงเกิดขึ้นมากมายแล้ว ยังทำงานร่วมกับพระเจ้าอย่างยิ่งใหญ่ด้วย

ฉันเองก็เริ่มอธิษฐานและแสวงหาพระเจ้าอย่างจริงจัง ฉันเริ่มอธิษฐานวันละ 3 ชั่วโมง จากนั้นก็เพิ่มเป็น 4 ชั่วโมง นอกจากจะได้รับการบัพติสมาด้วยไฟ พระเจ้าทรงมอบของประทานฝ่ายวิญญาณแก่ฉันมากมาย เช่น การเต้นรำในพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยที่พระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นทรงขยับร่างกายฉันให้เต้นรำด้วยท่วงท่าที่งดงาม, การร้องเพลงในพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ซึ่งเป็นเพลงที่เพราะมาก), การมีสัมผัสฝ่ายวิญญาณ, การพูดภาษาแปลกชนิดต่างๆ (ภาษาที่มาจากพระเจ้า) และ แปลภาษาแปลกๆ, การเผยพระวจนะ, สติปัญญา และอื่นๆอีกมากมาย

พระประสงค์จงสำเร็จในฉัน…

นอกจากฉันจะเติบโตในของประทานแล้ว การเดินไปกับพระเจ้านั้นทำให้ฉันมีปัญญาและความเข้าใจมากขึ้น ฉันเริ่มมองไปยังความสัมพันธ์กับผู้ชายที่ฉันเคยถวายชีวิตให้ และเริ่มที่จะเห็นกลลวงของมาร เรายังคงคุยกันทางโทรศัพท์ทุกวัน แต่ด้วยค่าโทรทางใกลที่แพงเราจึงไม่สามารถคุยกันนานๆได้ ฉันเริ่มเห็นความแตกต่าง และสัญญาณอันตรายต่างๆ ฉันรู้ว่าการทรงเรียกของฉันนั้นคือการรับใช้ในประเทศไทย แต่เขาต้องการให้ฉันบินไปที่ประเทศเขาและแต่งงานหลังเรียนจบ เขาไม่ต้องการกลับมาอยู่ประเทศไทยอีก ศิษยาภิบาล คริสติน ได้ทราบเกี่ยวกับความสัมพันธ์นี้ดี และฉันก็ได้สารภาพทุกอย่างกับเธอและน้องสาวของเธอซึ่งเป็นผู้นำในคริสตจักรเช่นกัน เธอก็ให้คำแนะนำจากพระเจ้าแก่ฉันว่าการแต่งงานกับคนที่ไม่ได้เกิดใหม่ในพระคริสต์ และไม่ได้รับใช้ร่วมกันในพันธกิจนี้มันจะลงเอยโดยที่ฉันนั้นจะต้องลำบาก จะมีเรื่องวุ่นวายมากมายเกิดขึ้นในชีวิตแต่งงาน และมันอาจจะทำให้ฉันไม่สามารถทำพันธกิจที่พระเจ้าทรงเรียกให้ทำได้ เธอปล่อยให้ฉันคิด และคอยอธิษฐานเผื่อฉันให้ตัดสินใจได้ถูกต้อง ฉันยอมรับว่าฉันยังมีความหัวแข็ง และมีความต่อต้านลึกๆอยู่ในใจ นั่นก็เพราะว่าฉันกลัวที่จะทำให้เขาเสียใจและผิดหวัง

แต่ตลอดมา พระเจ้าไม่ทรงล้มเลิกกับฉัน พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงหลอมละลายใจที่ดื้อด้านของฉัน วันหนึ่งฉันสารภาพบาปที่ฉันทำไว้ในความสัมพันธ์นี้ทั้งหมดแก่น้องสาวของศิษยาภิบาลขณะอธิษฐาน และเราทั้งคู่ก็อธิษฐานขอการปลดปล่อยจากวิญญาณชั่วที่เข้ามาจากการทำบาป (บาปนั้นเป็นประตูที่เปิดให้มารสามารถเข้ามาทำลายชีวิตของเราได้) ฉันสารภาพและสำนึกบาปสุดหัวใจ และได้รับการปลดปล่อย ฉันตัดขาดโซ่ตรวนฝ่ายวิญญาณที่เชื่อมระหว่างฉันและชายคนนั้นในนามของพระเยซูคริสต์ และทันใดนั้นตาของฉันก็เริ่มสว่าง

ฉันพบกับชายคริสเตียนชาวอินโดนีเซียคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานขณะที่ฉันไปเข้าอบรมสำหรับงานงานแรกของฉันที่อินโดนีเซีย เขาเป็นเพื่อนร่วมงานอายุเท่ากันกับฉัน และก่อนฉันจะกลับประเทศไทยเขาได้ให้ของขวัญชิ้นหนึ่งกับฉันแล้วบอกให้ฉันเปิดมันบนเครื่องบิน

ทันทีที่ฉันเห็นว่าของขวัญชิ้นนั้นคืออะไร ฉันถึงกับหลั่งน้ำตาแห่งความปิติในพระคุณและพระเมตตาของพระเจ้า

มันเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชื่อตัวโตๆเขียนอยู่ว่า You Can Begin Again ซึ่งหมายถึง คุณสามารถเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง ฉันร้องไห้ตลอดทางกลับจากอินโดนีเซียเป็นเวลา 3 ชั่วโมง เนื่องจากว่าฉันรู้ดีว่ามันกำลังพูดถึงความสัมพันธ์นั้นอยู่ ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ที่อินโดนีเซีย ความคิดที่ฉันมีอยู่ในหัวคือ ฉันจะต้องเลิกกับเขา และฉันรู้ว่าพระเจ้ากำลังบอกฉันว่า ถึงแม้ว่าฉันจะเลิก ฉันก็ไม่ต้องกลัวอะไร เพราะว่าพระองค์ทรงแสนดีและจะดูแลทุกสิ่ง พระองค์ทรงสัญญาว่าพระองค์จะทรงให้ชีวิตใหม่แก่ฉัน…ให้ฉันเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แม้ว่าฉันอาจรู้สึกว่าฉันได้เสียหลายอย่างในชีวิตไปกับความสัมพันธ์นั้นแล้วก็ตาม

ภายในเวลาประมาณหนึ่งเดือนหลังจากนั้น หลังจากที่ได้รับคำปรึกษาจากศิษยาภิบาล และการอธิษฐานเผื่อมากมายจากคนในคริสตจักร ฉันก็ตัดสินใจเลิกในที่สุด ฉันรู้ดีว่าฉันไม่ต้องกลัวทำให้ใครเสียใจมากไปกว่าการทำให้พระเจ้าเสียใจ ฉันรู้ดีว่าฉันไม่ใช่พระเจ้าในชีวิตใครจึงจะต้องดูแลใครไปตลอดชีวิต พระเจ้าเท่านั้นที่ดูแลเขาได้อย่างแท้จริง ฉันตัดสินใจเลิกในที่สุด…

หนึ่งวันหลังจากการเลิกลา.. ทุกสิ่งที่ถูกทำลายก็ได้รับการฟื้นฟู ผู้คนในคริสตจักรเดิมที่ฉันเห็นเป็นศัตรูเพราะว่าพวกเขาไม่สนับสนุนความสัมพันธ์นั้นก็กลับกลายมาเป็นมิตรอีกครั้ง ครอบครัวฉันก็ดีใจมากและเฉลิมฉลอง ใครๆที่ได้รับข่าวการเลิกลานั้นต่างก็ยินดี! ฉันไม่เคยเห็นใครยินดีเมื่อได้ยินข่าวว่ามีคนเลิกกันแฟนแบบนี้มาก่อน! นั่นก็เป็นเพราะพวกเขารู้ดีว่านี่เป็นการกระทำของพระเจ้า! ฉันได้รับอิสระในที่สุด อิสระในหัวใจเพราะหัวใจของฉันกลับมาหาพระคริสต์ และเป็นของพระองค์ 100% อีกครั้ง! โอ้ ฉันคิดถึงตอนที่ฉันเป็นคริสเตียนใหม่ๆ ได้สัมผัสถึงรักครั้งแรกกับพระเยซูคริสต์ ฉันดีใจเหลือเกินที่ได้กลับมายังความรักที่แสนหวานนี้อีกครั้ง!

หลังจากนั้น การเติบโตฝ่ายวิญญาณของฉันก็เป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้น และพระเจ้าทรงเริ่มให้ฉันรับใช้พระองค์โดยการนำฉันไปพบกับผู้คนที่ต้องการพระองค์ และรับใช้พวกเขา พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์แก่พวกเขา หลายคนได้รับความรอด ของประทานฝ่ายวิญญาณ และถวายชีวิตเพื่อรับใช้พระองค์!

Screen Shot 2016-07-09 at 17.47.19
ภาพวาดที่ได้รับการบันดาลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ สื่อถึงอิสระภาพในหัวใจและวิญญาณ เป็นภาพที่วาดไม่กี่วันก่อนตัดสินใจเลิกความสัมพันธ์นั้น

วันนี้…

CYMERA_20160228_162651

ผ่านมาร่วมหนึ่งปีแล้วหลังจากที่พระเจ้าได้ทรงเรียกให้ฉันออกจากคริสตจักรเดิม และรับใช้ภายใต้คริสตจักร Blazing Holy Fire พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อและความรักของพระองค์นั้นมั่นคงเป็นนิตย์ ฉันยังคงจำได้ดีว่าพระองค์เคยสำแดงให้ฉันเห็นในฝันถึงการทรงเรียกของพระองค์ วันนี้..พระองค์ได้ทรงนำฉันให้รับใช้ภายใต้พันธกิจแห่งไฟพระวิญญาณ พระองค์ทรงนำฉัน และทรงสัตย์ซื่อต่อฉัน พระองค์ทรงแสนดี! พระองค์เท่านั้นที่สมควรแก่การสรรเสริญ!

นี่แหละคือคำพนายชีวิตของฉัน เจสซี่…นามที่หมายความว่า ‘พระคุณของพระเจ้า’

จริงแท้ ที่พระคุณนั้นมากมายเหลือเกิน เมื่อวาน วันนี้ และจากนี้ตลอดไป…

แล้วคุณล่ะ…

ฉันเชื่อว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่คุณกำลังอ่านคำพยานชีวิตนี้

คุณอาจจะยังไม่เป็นคริสเตียน แต่กำลังตามหาคำตอบให้กับชีวิต อะไรล่ะคือความสุขที่แท้จริง?
ฉันเองได้พบกับคำตอบนั้น หลังจากที่ได้ลองและผ่านอะไรมามากมาย นั่นคือ พระเยซูคคริสต์! พระองค์เป็น คำตอบ!
ไม่มีอีกแล้วที่ใครจะยอมตายเพื่อคุณ ยอมสละทุกสิ่งแล้วตายเพื่อคุณบนไม้กางเขน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร จะผ่านอะไรมา จะมีปัญหาหนักแค่ไหน จะศาสนาอะไร จะรูปร่างหน้าตาเป็นแบบไหน จะรวยหรือจน.. พระเจ้ารักคุณ และพระองค์ได้ตายเพื่อคุณ! เพื่อที่จะแลกกับการที่คุณจะได้รับอิสระ ได้พบความสุขที่แท้  และได้มารู้จักกับพระองค์!

คุณอาจจะเคยหรือกำลังทำบาปแบบที่ฉันได้ทำ คุณอาจจะคิดว่าตัวเองนั้นสกปรก เต็มไปด้วยบาป คุณอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ ที่ใครสักคนจะทำแบบนั้น แต่คุณรู้ดีแก่ใจว่าคุณนั้นไม่มีความสุขที่แท้ สิ่งที่คุณทำนั้นก็เหมือนกับการกินยาแก้ปวด มันทำให้อาการปวดของคุณนั้นหายเพียงชั่วครู่ แล้วพอมันกำเริบอีกครั้ง คุณก็ต้องกินยานั้นอีก
พระเจ้าทรงสร้างคุณให้คุณได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ ได้รับความสุขที่เหนือกว่าความสุขใด ได้รู้จักพระองค์และสัมผัสถึงความรักที่เที่ยงแท้… ขอให้คุณลองอธิษฐาน… อธิษฐานถึงพระเจ้า พระเยซูผู้ที่ฉันได้กล่าวถึง หากพระองค์มีจริง หากพระองค์เป็นอย่างที่ฉันเขียนไว้ ขอให้พระองค์ทรงสำแดงพระองค์เองแก่คุณ

หากคุณต้องการเปิดใจรับพระเจ้า หากคุณรู้แล้วว่าพระองค์คือคำตอบ ขอให้คุณอธิษฐาน..
ข้าแต่พระเจ้า ลูกขอสารภาพว่าลูกได้ทำบาปมากมาย (สารภาพบาปของคุณที่คุณจำได้ และที่เข้ามาในความคิดของคุณตอนนี้) ลูกเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อลูก และได้ทรงฟื้นขึ้นจากความตาย ลูกเชื่อว่าพระองค์ได้ทรงชำระบาปของลูกและลูกเชื่อในพระองค์ ลูกเปิดใจรับพระองค์วันนี้ ขอพระองค์เข้ามาในชีวิตของลูก ให้ลูกมีชีวิตใหม่ในพระองค์ ขอพระองค์ทรงมอบพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์แก่ลูก และนำทางลูกจากนี้และตลอดไป ขอบพระคุณพระเจ้า ในนามของพระเยซูคริสต์ อาเมน

หากคุณได้อธิษฐานแล้ว.. ยินดีต้อนรับเข้าสู่ครอบครัวของพระเจ้า!
มีทูตสวรรค์มากมายกำลังโห่ร้องยินดีสำหรับการกลับใจจากบาป และรับพระเยซูคริสต์ของคุณ!
ตอนนี้ คุณคือ ลูกของพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นบิดาของคุณ ทรงเป็นเพื่อน และเป็นพระผู้ไถ่ของคุณแล้ว
ขอให้คุณอ่านพระคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งเป็นพระคำของพระเจ้าที่จะให้คุณเติบโตในพระองค์ และทำตามพระคำนั้น อธิษฐานอยู่เสมอในนามของพระเยซูคริสต์ และเข้าร่วมคริสตจักรทุกวันอาทิตย์
ฉันมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคริสเตียนของคุณ คุณสามารถส่งอีเมล์มาหาฉันได้ที่ อีเมล์นี้

หากคุณเป็นคริสเตียนและคำพยานชีวิตนี้ได้หนุนใจคุณ และคุณต้องการติดต่อฉัน คุณก็สามารถเขียนอีเมล์มาหาฉันได้เช่นกัน 🙂

ขอพระเจ้าอวยพระพร และสถิตอยู่กับคุณ จากนี้และตลอดไป..

พระเยซูรักคุณ…สุดดวงใจ…

Advertisements

8 thoughts on “คำพยานชีวิตของเจสซี่ (ฉบับเต็ม)

  1. ขอบคุณพระเจ้าที่ได้อ่าน หนุนใจมากจริงๆค่ะ สัมผัสถึงสันติสุขและความจริงได้ระหว่างการอ่าน

    Like

  2. ขอบคุณ​พระเจ้ารู้สึกมีกำลังใจมากขึ้นเมื่ออ่านจบ
    ทำให้เห็นหลายมุมมอง​ ขอพระเจ้าอวยพรในการรับใช้และจัดเตรียมคู่พระพรที่เหมาะสมและมีนิมิตที่เหมือนกันะคะ

    Like

  3. ขอบคุณพระเจ้าสำหรับคำพยานชีวิตของคุณเจสซี่ค่ะ พระเจ้าทรงรักลูกของพระองค์และมีแผนการที่ยิ่งใหญ่สำหรับชีวิตของลูกพระองค์เสมอ ขอพระเจ้าอวยพระพรชีวิตของคุณเจสซีนะคะ

    Like

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s