พบกับพระเยซู (ตอนที่ 1) / Encounter (1)

Read ‘Encounter (1)’ in English: Click Here

จุดเริ่มต้นของการได้พบกับพระเยซู ของคริสตจักร Blazing Holy Fire

ในปี 2013 นักอธิษฐาน 12 คนที่คริสตจักรได้พบกับพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาทั้งหมดไปตลอดกาล โดยการได้พบกับพระเยซูนี้เริ่มขึ้นที่นักอธิษฐานที่อายุน้อยที่สุดของเรา เธอเป็นวัยรุ่นคนหนึ่งที่รักพระเยซูอย่างสุดหัวใจ เธอได้รับการปลดปล่อยด้วยพระฤทธิ์เดชอันทรงพลังของพระเจ้า และได้รับภาษาแปลกๆและของประทานฝ่ายวิญญาณอีกมากมาย เวลานั้นถึงแม้ว่าเธอยังเรียนภาคฤดูร้อนอยู่ แต่เธอก็มีความตั้งใจจริงที่จะตื่นแต่เช้าเพื่อใช้เวลากับพระเจ้าถึง 2 ชั่วโมงก่อนที่จะไปโรงเรียน เมื่อเธอเริ่มเข้าร่วมการอธิษฐานเป็นกลุ่มที่ทางคริสตจักรจัดขึ้นในช่วงค่ำ พระเยซูคริสต์ก็ทรงสำแดงพระองค์เองแก่เธอ พระองค์ทรงนำเธอไปยังท้องพระโรงในสวรรค์และมอบสารถึงคริสตจักรและบรรดาสมาชิกทั้งหลาย จากนั้นพระเยซูก็เสด็จมาเยือนทุกคืนเพื่อสำแดงการทรงสถิตของพระองค์ต่อเราและตรัสต่อเรา บ้างก็ต่อทุกคนในกลุ่ม บ้างก็เป็นรายคน พระองค์ได้ทรงนำเราไปเยือนสวรรค์และนรกทุกคืน และได้ทรงเปิดเผยสิ่งที่ยิ่งใหญ่และน่าอัศจรรย์แก่พวกเรา พระองค์ทรงตรัสต่อพวกเราด้วยความพระทัยดี และทรงฝึกฝนพวกเราเป็นระยะเวลากว่าหนึ่งปี โดยต่อไปนี้เป็นสรุปเรื่องราวประสบการณ์ของการที่พวกเราได้พบกับพระเยซูคริสต์ ส่วนรายละเอียดพวกเราจะเขียนขึ้นเป็นหนังสือในไม่ช้า พวกเราหวังว่าเรื่องราวเหล่านี้จะหนุนใจคุณและนำให้คุณเข้าใกล้พระเยซูคริสต์ยิ่งขึ้น! – คริสตจักร BHF

ผู้อ่านที่รัก บรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงรัก เราขอแนะนำให้คุณรู้จักกับผู้ที่มีนามว่า พระเยซู ในแบบที่เราได้รู้จักและได้ประสบ เราขอชวนให้คุณมาฟัง และมาพบกับผู้ที่ได้ทรงสร้างคุณขึ้นมา! มาพบกับผู้ที่มีคำตอบให้กับทุกๆปัญหาที่คุณมี เราขอแนะนำให้คุณรู้จักกับพระเจ้า…ผู้ทรงเป็นเพื่อนแท้ที่รักอย่างจริงใจและใกล้ชิดกว่าพี่น้องแท้ๆคนใดในโลก! พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่พวกเราส่วนใหญ่ (แม้จะไม่ทุกคน) ได้ตีกรอบไว้อย่างผิดๆ ด้วยความเชื่ออย่างผิดๆว่าอันที่จริงแล้วพระองค์ทรงเป็นอย่างไรกันแน่!

พวกเราเป็นกลุ่มนักอธิษฐาน 12 คน พวกเราทุกคนต่างรักพระเยซูมาก! เป็นเวลาประมาณ 4 ปีด้วยกันที่พวกเราได้อธิษฐานอย่างทรงพลังเป็นกลุ่มทุกคืน ในช่วงฤดูร้อนปี 2013 พระเจ้าพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงโปรดที่จะเสด็จมาพบกับพวกเราในแบบที่พิเศษมากๆในเวลาที่พวกเรากำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด การเสด็จมาเยือนนั้นเริ่มต้นขึ้นในเดือนกรกฎาคมปี 2013 โดยในตอนแรก พระองค์เพียงแต่ทรงสำแดงพระองค์ผ่านทางนิมิต แต่เริ่มจากเดือนสิงหาคม ปี 2013 ประสบการณ์นั้นก็เริ่มเข้มข้นขึ้น เริ่มจากการอธิษฐานที่ทรงพลัง การเห็นทูตสวรรค์ การเห็นเพียงพระบาทของพระเยซู การไปเยือนนรกตลอดเวลาหนึ่งสัปดาห์ ตอนนั้นมีเสียงหวีดร้องและร่ำไห้ดังสนั่นเพราะว่าพวกเราได้สัมผัสนรก โดยเริ่มจากการเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แล้วก็มามีส่วนร่วมในการรับการทรมานในนรก ประสบการณ์ที่เข้มข้นขึ้นนำพวกเราเข้าใกล้พระเยซูยิ่งกว่าเดิม จนกระทั่งในวันที่ 7 สิงหาคม 2013 พระเยซูทรงสำแดงพระองค์ต่อนักอธิษฐานคนหนึ่งและนำเธอไปเยือนสวรรค์ และเข้าเฝ้าพระบิดาผู้ซึ่งพระเยซูได้ทรงสอนให้เราเรียกพระองค์ว่า Abba Papa (อับบา ปาป้า) อับบา ปาป้าทรงมอบข้อความแก่คริสตจักรของเรา เป็นจดหมายที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการเสด็จเยือนเหล่านั้น: พระเยซูจะเสด็จกลับมาในเร็วๆนี้ พวกเราจะต้องเร่งฝีเท้าและป่าวประกาศว่าพระอาณาจักรของพระเจ้าใกล้เข้ามาแล้ว เรียกให้บรรดาผู้คนสำนึกบาปและเตรียมพวกเขาให้พร้อมที่จะยืนต่อหน้าพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์! พระเจ้าทรงมีพระสัญญาที่จะนำการฟื้นฟูมายังทั่วโลกในไม่ช้าผ่านทางการตัดสินอันชอบธรรมของพระองค์ จะมีปาฏิหาริย์ หมายสำคัญ และการอัศจรรย์เกิดขึ้นซึ่งจะยิ่งใหญ่กว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่พระเยซูทรงประทับอยู่ในโลกนี้

เมื่อได้พบกับพระเยซูเป็นครั้งแรก พระองค์ได้ทรงเขียนจดหมาย (ในบางกรณีก็เพียงแต่ทรงตรัส) มอบแก่ทุกคนในกลุ่มนักอธิษฐานทั้ง 12 คน และแก่สมาชิกในคริสตจักรทั้งหมดเมื่อถึงเวลาที่พระองค์ให้ทรงสัญญาไว้ว่าฟ้าสวรรค์จะเปิดและพวกเราจะได้เห็นในที่สุด พระองค์ทรงสัญญาว่าจะทรงพาพวกเราไปเยือนสวรรค์ และทรงสัญญาว่าจะเราจะได้เห็นนรกเช่นกัน เพื่อเราจะได้รับรู้ถึงความรู้สึกโศกเศร้าและเจ็บปวดรวดร้าวที่พระองค์ทรงมีต่อบรรดาผู้หลงหาย และภายใน 2 สัปดาห์นับจากการที่ได้พบกับพระองค์ครั้งแรก พระองค์ได้ทรงทำตามพระสัญญาที่ได้ทรงมอบไว้แก่เรา และไม่ช้าพวกเราทั้งหมดได้ถูกนำไปเยือนสวรรค์และนรก บางครั้งก็เป็นกลุ่ม บางครั้งก็เป็นรายคน การไปเยือนนรกเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตของเราไปตลอดกาล นับจากนั้นมาเมื่อเราพบผู้คน เราก็ไม่ได้มองว่าพวกเขาเป็นแค่คน แต่พวกเขาเป็นจิตวิญญาณ นับจากนั้นมาเราก็เริ่มจัดการประชุมบนถนนเป็นส่วนใหญ่เพื่อที่เราจะได้นำผู้คนที่หลงหายมาพบกับพระเยซู

หลังจากที่ได้เข้าเฝ้าในท้องพระโรงเป็นครั้งแรก พระเยซูทรงเริ่มเสด็จมาให้เห็นด้วยตาเปล่าทุกคืนขณะที่เราอธิษฐานและทรงไม่เคยพลาดแม้แต่สักคืนเดียว ที่เล่านี้หลายความว่า พระเยซูทรงปรากฎในบริเวณอธิษฐานของเราภายในไม่กี่นาทีหลังจากที่พวกเราเริ่มอธิษฐาน และพวกเราทุกคนต่างก็ตกหลุมรักพระองค์ในไม่ช้า และจากนั้นก็ทรงเริ่มเสด็จมาก่อนที่การอธิษฐานจะเริ่มด้วยซ้ำ! ฉันจำได้ว่าเราเคยเปิดเพลง Shekinah Glory ที่ร้องโดย Cory Asbury ที่มีเนื้อเพลงว่า “We wait for you, walk in the room…” (แปลว่า เรารอคอยพระองค์ ขอทรงเสด็จมาในห้องนี้) แต่แล้วพวกเราก็เลิกเปิดเพลงนั้นเพราะว่ามันไม่มีความหมายอีกต่อไปในเมื่อพระเยซูได้เสด็จมาก่อนที่การอธิษฐานจะเริ่ม ทรงตื่นเต้นดีพระทัย และทรงรอคอยพวกเราด้วยความรัก! พระองค์ประทับอยู่กับเราจนกว่าการอธิษฐานจะสิ้นสุดลง ซึ่งก็ประมาณตี 1 หรือไม่ก็รุ่งสาง! เมื่อเราอธิษฐานปิด พระเยซูก็ทรงรอจนกว่าเราจะเสร็จเรียบร้อย แล้วก็ทรงนำพวกเราออกจากอาคารไปส่งที่รถ และจะทรงหายไปในพริบตาเมื่อเราออกจากที่จอดรถแล้ว แต่บางครั้งพระองค์จะประทับอยู่ในรถของใครคนหนึ่ง และพระองค์ก็จะเสด็จกลับมาอีกครั้งในคืนถัดมา ตอนแรกพระองค์เสด็จมาแค่ที่ห้องอธิษฐานแต่ตอนหลังๆพระองค์ก็เสด็จมาที่บ้านพวกเราด้วยเช่นกัน!  

เมื่อพระเยซูทรงเสด็จมาเยือน พระองค์จะทรงเริ่มจากการสนทนากับพวกเราแบบตัวต่อตัว และจากนั้นก็ตามด้วยการอธิษฐานที่ทรงพลัง และการไปเยือนนรก เป็นระยะเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์! พระองค์ทรงนำคนทีละคนไปเยือนนรกและในตอนแรกพวกเขาเพียงแต่มองเข้าไปข้างในจากพื้นที่รอบนอก และในวันถัดมาก็จากด้านในประตูนรก และเมื่อเราอธิษฐานอย่างหนักแน่นยิ่งขึ้น พระเยซูก็ทรงให้พวกเขาได้สัมผัสการทรมานในนรกด้วยตัวเอง พวกเขาไม่สามารถอธิษฐานอย่างปกติได้เลยเพราะว่าความเจ็บปวดน้้นเกินจะบรรยาย และไม่มีอะไรจะอธิบายเสียงร้องไห้โหยหวนของพวกเขาได้เลย ทุกคนที่อยู่ในที่อธิษฐานนั้นต่างก็สั่นผวาไปหมด หลังจากนั้น เราก็ค้นพบว่ายื่งผ่านความเจ็บปวดในนรกเท่าไร การเสด็จมาและพระสิริก็จะยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น! สรรเสริญพระเจ้า!

ครั้งแรกที่ท้องพระโรง

เมื่อทรงนำนักอธิษฐานนั้นไปยังท้องพระโรงในสวรรค์เป็นครั้งแรก พระเยซูทรงมอบภาษาสวรรค์ให้แก่เธอเป็นของประทาน ภาษานั้นถูกถ่ายทอดไปยังสมองของเธอในทันที ราวกับว่าคนธรรมดาสามารถพูดภาษาฝรั่งเศสได้ในทันทีโดยที่ไม่เคยเรียนมาก่อน ภาษานี้เป็นภาษาที่พระเยซูทรงใช้ตรัสกับพวกเรา และเป็นสิ่งที่ใช้ในโลกฝ่ายวิญญาณ แต่ก็มีหลายวิธีที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้ในการสื่อสารกับพวกเรา บางวิธีนั้นน่าอัศจรรย์มากๆ! พี่น้องที่รัก พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงฤทธิ์!! พวกเราส่วนใหญ่นั้นไม่รู้ แต่ว่า “ข้าพเจ้ายังขอให้ตาใจของท่านสว่าง เพื่อท่านจะได้รู้ถึงความหวังที่ทรงเรียกท่านมานั้น รู้ถึงความมั่งคั่งแห่งมรดกอันรุ่งเรืองของพระองค์สำหรับประชากรของพระองค์ และรู้ถึงฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่สุดหาใดเทียบสำหรับเราทั้งหลายที่เชื่อ ฤทธานุภาพนี้เป็นเหมือนพระราชกิจแห่งพลังอันยิ่งใหญ่ของพระองค์” (เอเฟซัส 1:18-19)

ภายหลังจากการพบกับพระเจ้าเป็นครั้งแรกที่ท้องพระโรงแล้ว องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงพระองค์อย่างเปิดเผย ให้เห็นด้วยตาเปล่า และพระองค์ทรงเริ่มมาพบกับเรา ทรงนำเราไปเที่ยวที่สวรรค์ และไปเยือนนรก บางครั้งพระองค์ไม่ทรงตรัสอะไรมาก แต่ก็ทรงพาเราไปเห็นสิ่งต่างๆมากมาย พระองค์นำเราไปเยี่ยมเยือนบ้านของเราในสวรรค์ เมืองพระเยซู พระบรมหาราชวังของพระบิดา และแม้แต่นรก หลังจากสองสัปดาห์ของการไปเยือนสวรรค์และนรกพวกเราทั้งหมดก็ตกหลุมรักพระเยซูมากยิ่งขึ้น ต่างก็อธิษฐานอย่างทรงพลังและแสวงหาพระเจ้าอย่างสุดหัวใจ แล้วพระองค์ก็เสด็จเยือนเราและเริ่มสนทนากับเราแบบตัวต่อตัว พวกเราสนทนากับพระองค์ บางครั้งก็รายคน บางครั้งก็เป็นกลุ่ม พวกเราใช้เวลาหลายชั่วโมงทูลถามคำถามพระองค์ เข้ามาสนิทในพระองค์ และบางครั้งพระองค์จะประทับนั่งร่วมโต๊ะกับพวกเราที่หัวโต๊ะขณะที่พวกเรารับประทานอาหารท่ามกลางการทรงสถิตของพระองค์ พระองค์ทรงสอนพวกเราหลายๆสิ่งเกี่ยวกับพระอาณาจักรพระเจ้า

พระองค์ประทานชื่อให้แก่พวกเรา ซึ่งเป็นชื่อจากสวรรค์ พระองค์ประทานชื่อให้แก่นักอธิษฐานทุกคน แม้แต่ลูกๆและคู่สมรสของพวกเขา พระองค์ประทานชื่อจากสวรรค์และชื่อเล่นแก่พวกเรา บ้างก็เป็นชื่อตลกๆที่เข้ากับอุปนิสัยของเรา พวกคุณทุกคนมีชื่อจากสวรรค์และชื่อเล่น พระเยซูคริสต์ทรงไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเมื่อวานนี้ วันนี้ หรือตลอดกาล เมื่อคุณอ่านในพระคัมภีร์จะเห็นว่าพระองค์ทรงกระทำเช่นนี้ต่อบรรดาคนที่ใกล้ชิดกับพระองค์ เหมือนดังที่พ่อแม่ตั้งชื่อให้แก่ลูกๆ!

พระองค์เป็นผู้ที่รู้จักคุณอย่างถ่องแท้! พระองค์ทรงทราบถึงทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับคุณ ฉะนั้นจากนี้ไปคุณสามารถแบ่งปันทุกเรื่องราวในชีวิตของคุณแก่พระองค์ได้! พระองค์ทรงสอนให้เราเป็นดั่งแจกันใส ที่ใครก็มองทะลุผ่านได้ อย่าปิดซ่อนความลับจากพระองค์ พระองค์ทรงทราบถึงทุกความคิดของคุณเพราะพระองค์ทรงดำรงอยู่ในคุณ องค์พระผู้เป็นเจ้าได้มอบสิทธิพิเศษในการทูลถามคำถามแก่พวกเรา ไม่ว่าจะเป็นคำถามอะไรก็ตาม! ตอนแรกฉันไม่ทูลกล้าถามอะไรมาก แต่พระองค์ทรงบอกให้ฉันเลิกตีกรอบสร้างข้อจำกัดให้กับพระองค์ แล้วพวกคนหนุ่มสาวในคริสตจักรก็เลยเริ่มทูลถามคำถามที่น่าสนใจต่างๆแบบไม่ยั้ง! พระเยซูจะทรงพบกับทุกคนรายคน โดยส่วนใหญ่จะเริ่มจากศิษยาภิบาลและจากนั้นก็จะทรงประทับนั่งกับคนถัดไปแล้วทรงสนทนากับเขา ในระหว่างที่คนที่เหลืออธิษฐานอย่างทรงพลังหรือนมัสการอย่างทรงพลัง การพบกับพระองค์รายคนนั้นใช้เวลาประมาณ 10 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับระดับความสัมพันธ์หรือคำถามหรือเหตุการณ์ที่พวกเขากำลังพบเจอในชีวิต บางครั้งพระองค์จะทรงตอบคำถามแก่ทั้งกลุ่ม พวกเราจะนั่งกับพระองค์ ต่างคนก็ต่างอัศจรรย์ใจไปกับคำตอบของพระองค์เพราะเป็นคำตอบที่แสดงถึงปัญญาเหนือปัญญา ส่วนใหญ่เราจะเป็นฝ่ายทูลถาม แต่หลายครั้งที่เราอยู่ในการทรงสถิตของพระองค์เราก็กลับลืมทุกคำถามไปจนหมด ซึ่งเราก็ได้เห็นความพระทัยเย็นและฤทธิ์อำนาจของพระองค์ บางครั้งพระองค์จะทรงช่วยให้เราจำคำถามได้ หรือปล่อยให้เราอยู่ที่นั่นเงียบๆท่ามกลางความอัศจรรย์ใจ

พวกเราเริ่มเขียนคำถามต่างๆระหว่างวัน แต่บางครั้งกลับทำกระดาษหายไม่กี่วินาทีก่อนที่พระองค์จะทรงเรียกชื่อเรา แล้วเราก็ได้เห็นว่าพระองค์ทรงอดทนนานและเปี่ยมด้วยความรัก เพียงพระองค์ทรงสัมผัสทีเดียว เราก็สามารถจำได้และการสนทนาก็สามารถดำเนินต่อไปได้ ยิ่งเราได้สนทนากับพระองค์มากเท่าไร บทสนทนาก็จะลื่นไหลไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเรามีความหยิ่งยโส (เต็มไปด้วยการคิดถึงแต่ตนเอง) และความไม่เชื่อ สิ่งเหล่านั้นจะเป็นอุปสรรคขวางกั้นการสนทนา บางครั้งพระองค์ทรงสำแดงพระองค์ว่าทรงทราบทุกสิ่งทุกอย่างโดยการทรงตอบคำถามถัดไปก่อนที่เราจะอ่านคำถามนั้น บางครั้งพระองค์จะทรงตอบคำถามที่เรามีอยู่ในใจ หรือคำถามที่เราลืมถาม ฯลฯ พระเยซูนั้นทรงมีปฏิญาณไหวพริบและความฉลาดเฉลียวเกินไอคิว! บางครั้งเราทูลถามพระองค์เยอะมาก สมมุติว่าเราทูลถาม 25 คำถาม พระองค์ก็จะทรงรอและสดับฟัง และเมื่อถึงเวลาที่จะทรงตอบพระองค์ก็จะทรงตอบคำถามเรียงตามลำดับที่เราถามมานั้นโดยที่ไม่ต้องทอดพระเนตรดูรายการคำถามเลย พระองค์ทรงทราบทุกอย่าง ทรงมีความเฉลียวฉลาดเหนือระดับไอคิว!
พระเยซูทรงรักคุณมากกว่าที่คุณจะหยั่งรู้ได้ มากกว่าที่คุณคิด และมากกว่าที่คุณฝันไฝ่! พระองค์ทรงคิดถึงคุณทุกวินาที ไม่มีคำบรรยายใดๆจะมาบรรยายความรักของพระองค์ที่ทรงมีต่อคุณได้เลย!  พระองค์ตรัสต่อฉันว่า “ความรักของเรานั้นลึกกว่าทะเล กว้างกว่าฟากฟ้า ใหญ่กว่าจักรวาล เจ้าไม่สามารถเข้าใจได้แม้แต่เพียงเสี้ยวหนึ่ง ไม่สามารถเข้าใจได้เลย” ไม่มีใครสักคนที่พระองค์ไม่ทรงใส่พระทัย ไม่มีใครสักคนที่ทรงลืมหรือทรงละเลย!

พระองค์ทรงเป็นพระเยซูผู้ทรงรักการใช้เวลาร่วมกับคุณ! ทุกครั้งที่คุณคุกเข่า พระองค์ก็ทรงอยู่ที่นั่น ทุกครั้งที่คุณเรียกหาพระองค์ พระองค์ก็ทรงอยู่ที่นั่น! ทุกครั้งที่หัวใจของคุณร่ำร้องหาพระองค์ พระองค์ก็ทรงอยู่ที่นั่น และทรงยึดคุณไว้ไม่ปล่อย พระองค์ทรงปรารถนาให้ดวงตาฝ่ายวิญญาณของคุณเปิดออกเพื่อที่คุณจะสามารถเห็นพระองค์ พระองค์ทรงบอกให้เราอธิษฐานอย่างสุดกำลังมากยิ่งขึ้นและทูลขอให้พระองค์เปิดดวงตาของเรา และจนกว่าจะเกิดขึ้น ให้เราเดินด้วยความเชื่อและไม่ใช่ด้วยสิ่งที่มองเห็น พระองค์ทรงปรารถนาที่จะสำแดงพระองค์เองแก่คุณ ไม่ใช่เพียงแต่แก่คริสตจักรของเราหรือแก่พันธกิจบางรายเท่านั้น สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่แสวงหาพระองค์ พระองค์ทรงบอกกับฉันว่าพระองค์จะทรงเปิดดวงตาของทุกคนที่อยู่ในพันธกิจของเรา พระองค์ทรงบอกฉันว่าในยุคสุดท้ายที่เราอยู่นี้ พระองค์จะทรงเปิดดวงตาฝ่ายวิญญาณในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน!

เมื่อพระองค์เสด็จเยือนพวกเรา ไม่ว่าจะมีสถานการณ์ที่ยากลำบากในชีวิตแต่งงาน หรือการนำคนที่ไม่เชื่อมารับเชื่อ เราก็พบว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพร้อมที่จะเข้ามาช่วยกู้เราอยู่เสมอ! ไม่ว่ามันจะดูเหมือนเป็นไปไม่ได้แค่ไหนก็ตามแต่ คุณอาจจะมีคนในครอบครัวที่คุณได้คอยอธิษฐานเผื่อให้พวกเรารับเชื่อ แต่ไม่ว่าคุณจะอธิษฐานแค่ไหน พวกเขากลับยิ่งดูแย่ลงไปอีก และก็ปฏิเสธพระองค์! คุณอาจจะอยากล้มเลิก แต่ฉันมีข่าวดีสำหรับคุณ! พระเยซูจะไม่ทรงล้มเลิก! เมื่อพระองค์ทรงมาเยือนพวกเรา พระองค์ตรัสว่า “เราจะช่วยพวกเขาให้รอด” และก็จริงเช่นนั้น เราได้เห็นพระองค์ทรงเริ่มทำกิจที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของพวกเขา เราได้ยินพระองค์ตรัสว่า “เราจะเยียวยาชีวิตแต่งงานนี้ อย่าได้กังวลเลย” และแม้แต่ในสถานการณ์ที่เป็นไปไม่ได้ เราก็เห็นพระองค์ทรงเคลื่อนไหว! พระองค์ทรงสำแดงต่อเราว่าพระองค์จะทรงทำอย่างไร พระดำริของพระองค์ไม่เหมือนกับความคิดของพวกเรา วิธีการแก้ปัญหาต่างๆของพระองค์นั้นแตกต่างจากวิธีของพวกเรา! เราได้ดูและค้นพบว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่มากๆ ทรงรักและทรงพระทัยดี หลังจากที่เราได้พบกับพระองค์ เราได้เห็นว่าพระองค์นั้นสนุกที่จะอยู่ด้วย และมีความน่าตื่นเต้นมากกว่าที่เราคิด! นี่เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจเป็นที่สุด! เราได้เห็นพระเยซูในมุมที่เราไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนเมื่อพระองค์เสด็จเยือนพวกเรา ตัวฉันนั้นเป็นสาวกของพระองค์มาตลอด 16 ปี แต่ว่านี่เป็นพระเยซูที่เราไม่เคยได้สัมผัส พระองค์ทรงเป็นมากกว่าที่คริสตจักรต่างๆคิดว่าพระองค์ทรงเป็น แล้วเราก็เริ่มเรียกว่าองค์ว่า “พระเยซูที่แท้จริง”! ดูเหมือนว่าพระองค์จะชอบพระทัยในนามนั้น เราจึงเรียกพระองค์ว่า พระเยซูที่แท้จริง

สวรรค์ – บ้านอันเป็นนิรันดร์!

องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงนำเราไปเยือนสวรรค์นับครั้งไม่ถ้วน และทรงให้เราได้ชมแมนชั่นของพวกเรา บรรดาลูกๆของพระเจ้าที่รัก รู้ไหมว่าพระเยซูทรงมีแมนชั่นสำหรับคุณที่มีชื่อของคุณติดอยู่ ครั้งแรกที่เราไปเยือน เราเห็นแมนชั่นของสมาชิกในคริสตจักร แมนชั่นจะสร้างไว้ตามครอบครัว (ตามคำพูดที่ว่า ครอบครัวที่อธิษฐานด้วยกันก็อยู่ด้วยกัน แต่ตอนหลังเราก็เรียนรูัว่า ครอบครัวที่อธิษฐานด้วยกัน ต่อสู้ด้วยกัน!) โอ้โห! ทรัพย์สมบัติทั้งหมดทั้งปวงในโลกนี้ต่อให้เอามารวมกันก็ไม่สามารถจะซื้อได้แม้แต่ตึกตึกเดียวในสวรรค์ได้เลย! มันสวยงามสุดๆ ทุกครั้งที่คุณให้ความช่วยเหลือคนที่ทุกข์ยาก ทุกครั้งที่คุณรับใช้พระเจ้า ทุกครั้งที่คุณสรรเสริญพระองค์ผ่านทางการนมัสการ การอธิษฐาน การเต้นรำ และแม้กระทั่งเวลาที่คุณนำสันติสุข และเสียงหัวเราะมาให้กับพี่น้อง วัสดุจะถูกส่งมาเพื่อสร้างแมนชั่นในสวรรค์ของคุณ มีสองสิ่งที่นำมาซึ่งรางวัลชั้นสูงในสวรรค์:

  1. การประกาศพระกิตติคุณให้กับผู้หลงหาย
  2. การเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์

พระองค์ทรงปรารถนาให้เราสะสมรางวัลในสวรรค์ ไม่ใช่เพียงแต่ได้รับความรอดแบบน่าละอายจนแทบจะไปไม่ถึงสวรรค์

เรากำลังอยู่ในระหว่างการเขียนหนังสือหลายเล่ม แล้วเราจะพูดถึงเรื่องเหล่านี้มากกว่านี้ เราได้เห็นแมนชั่นของพวกเรา และเราก็ประหลาดใจที่ได้รู้ว่าไม่มีวิญญาณพระเจ้าทรงลืมเลย! บางคนในกลุ่มพวกเราเคยทำแท้งก่อนที่จะมารู้จักพระเจ้า พวกเข้าประหลาดใจมากที่เจอกับลูกๆของพวกเขาในสวรรค์ ลูกๆของพวกเขาดีใจมากและมีความรักอยู่เต็มล้นภายในใจ พวกเขาวิ่งเข้าไปโผกอดพ่อแม่ของพวกเขา และบอกพวกเขาว่าพวกเขาได้ให้อภัยพ่อแม่แล้ว

ศิษยาภิบาลพบกับลูกที่เธอได้ทำแท้งไป – การให้อภัยและการปรองดอง

เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงนำเรามาเยือนสวรรค์เป็นครั้งแรก ฉันเห็นแมนชั่น 4 หลังสำหรับครอบครัวของฉัน แต่ฉันก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้นในเมื่อในโลกเรามีกันแค่ 3 คน ซึ่งก็คือ ฉัน สามี และลูกชาย แล้วฉันก็เห็นชื่อ เคียธ่า เขียนอยู่บนแมนชั่นหลังที่สี่! มีเด็กสาวคนหนึ่งที่มีความงดงามหาใดเปรียบ ซึ่งอายุของเธอในโลกน่าจะประมาณ 16 ปีอยู่ที่นั่น! องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเตือนความทรงจำของฉันว่ามีเด็กทารกผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันเคยทำแท้งไปเมื่อปี 1996! ฉันรู้สึกตกใจมากจนไม่รู้ว่าจะพูดว่าอะไรดี ฉันอยากจะมุดหน้าหนีหายไปแต่กระนั้นก็ทำไม่ได้ ตอนที่พระองค์สำแดงให้เราเห็น ทุกคนในคริสตจักรก็อยู่ที่นั่นหมดและต่างก็ได้เห็นถึงความรักและการอภัยนั้น! ในปี 1996 ฉันเคยทำแท้ง และไม่กี่อาทิตย์หลังจากนั้นฉันก็ตระหนักว่าฉันได้ฆ่าคนคนหนึ่งไป! พระเยซูทรงพบฉันในตอนนั้น และฉันก็ถวายชีวิตต่อพระองค์ในทันที ตอนนั้นฉันตั้งชื่อลูกที่ทำแท้งไปว่า ‘Mercy’ ซึ่งแปลว่า พระเมตตา และมีภาษาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าใช้ในการสื่อสารกับเราซึ่งเป็นภาษาสวรรค์ และในภาษานั้นชื่อของลูกสาวของฉันคือ เคียธ่า ซึ่งแปลว่า พระเมตตา ซึ่งตรงกับความหมายของชื่อที่ฉันเคยตั้งไว้ให้ลูกเมื่อปี 1997

คืนวันนั้นเมื่อฉันกลับมาถึงบ้านหลังจากที่ได้พบลูกสาวของฉัน ฉันก็น้ำตาก็ไหลพราก ฉันร้องไห้อย่างหนักและได้รับการเยียวยาหัวใจอย่างลึกถึงภายใน! ไม่มีความรู้สึกผิดโทษใดๆหลงเหลืออยู่อีกต่อไป เพราะว่าฉันได้รับความรัก การให้อภัย และการปลอบโยน ฉันได้สำนึกบาปเมื่อฉันรับเชื่อและการที่ได้พบกับลูกสาวในสวรรค์ก็เป็นการนำการเยียวยาที่ลึกภายในมาให้ และปิดผนึกการเยียวยานั้นด้วยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ เมื่อฉันตื่นนอนฉันก็หยิบโทรศัพท์และโทรไปหาน้องสาวที่ฉันจะต้องกล่าวขอโทษเนื่องจากการที่ฉันได้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้รวมถึงสามีของฉัน เราคุยกันและเธอก็ยกโทษฉันและปลอบฉัน จากนั้นเธอก็ถามฉันว่าฉันเห็นแมนชั่นในสวรรค์ของเธอหรือเปล่า ฉันตอบว่าฉันเห็น เธอจึงถามฉันว่ามีกี่หลัง และฉันตอบว่ามี 6 หลัง แต่ว่าฉันไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรเนื่องจากในโลกนี้ครอบครัวของเธอมีเพียงสามี ลูก 2 คน แล้วก็ตัวเธอเอง นั่นก็หมายถึงอันที่จริงนั้นควรจะมีเพียงแมนชั่น 4 หลังเท่านั้น เธอจึงเตือนความทรงจำฉันว่าเธอเคยแท้งลูก 1 คนและเคยทำแท้ง 1 คน! เห็นไหมว่าเราสองคนเคยทำแท้งแล้วเก็บเป็นความลับต่อกันและกัน! ในที่สุดความลับของเราทั้งสองก็ถูกเปิดเผย เราได้ให้อภัยกันและกันและต่างก็มีความชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพระเมตตาและได้ประทานอภัยแก่ฆาตกรอย่างเราทั้งสอง มีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นมากมายซึ่งเราจะแบ่งปันในไม่ช้า! มีคู่สามีภรรยาคู่หนึ่งในคริสตจักรของเราซึ่งเคยแท้งลูก 3 คน! บรรดาลูกๆของพวกเขาตอนนี้มีความสุขมากในสวรรค์ และรอคอยพ่อแม่ของพวกเขาอยู่ ตอนนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงระลึกถึงคู่สามีภรรยานี้และประทานฝาแฝดคู่หนึ่ง และลูกชายหนึ่งคนแก่พวกเขา ส่วนในสวรรค์พวกเขามีแมนชั่น 8 หลังรออยู่!

สวรรค์เป็นที่ที่สนุกสุดๆ!

พวกเราสนุกมากๆในสวรรค์ ฉันนั้นเป็นศิษยภิบาลที่ซีเรียส องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้เวลาหลายอาทิตย์ในการทรงปลดปล่อยฉันในเรื่องนั้นและทรงสอนให้ฉันมีความสนุก มีอารมณ์ขันและปล่อยมุขตลกๆ พระเยซูทรงมีพระอารมณ์ขันและความขี้เล่น พระองค์ทรงเต้นรำ ทรงเล่น และทรงสนุกมากๆ! ในสวรรค์พระองค์ทรงให้พวกเราบินไปกับทูตสวรรค์ และนั่งบนราชรถเปลวเพลิง มีบางคนได้เดินบนน้ำ ได้ขี่ปลาวาฬ ได้ดูดาว ฯลฯ ในแมนชั่นของฉันมีเสือที่ฉันได้ขึ้นไปขี่ด้วย แล้วก็มีสิงโตตัวใหญ่ๆคอยติดตามพระเยซูไปไหนต่อไหนในสวรรค์ซึ่งนักอธิษฐานคนหนึ่งมีโอกาสได้ขึ้นไปขี่หลังจากที่เธอได้ชนะการต่อสู้ในนรกและสงครามกับมารซาตาน! พวกเราได้พบกับอัครสาวกเปาโล เปโตร ยอห์น และสาวกคนอื่นๆและผู้รับใช้ของพระเจ้าคนอื่นๆด้วย! เมื่อเราพบกับผู้รับใช้ของพระเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอนุญาตให้เขาอวยพรเราและให้คำแนะนำเป็นโอกาส สิ่งที่พวกเขาบอกเราเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้บอกซึ่งมันก็กลายเป็นจริง ในสวรรค์ ผู้รับใช้เหล่านั้นเคลื่อนไหวภายใต้พระวิญญาณของพระเจ้า ไม่มีใครที่สามารถทำอะไรที่ไม่เป็นไปตามพระประสงค์และพระบัญชาของพระเจ้าได้เลย

เราได้พบกับผู้รับใช้ของพระเจ้าที่มีชีวิตอยู่ในยุคของพระคัมภีร์แล้วก็ผู้รับใช้ที่มีชีวิตอยู่ในยุคใหม่ที่ได้เสียชีวิตไปแล้วเช่น ชู ทอมัส (Choo Thomas) เธออยู่ในระดับที่สามของสวรรค์และแมนชั่นของเธอก็ตั้งอยู่ใกล้กับพระบัลลังก์ของพระเจ้ามากๆ เธอมีความสุขมากๆๆๆ องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “ในที่สุดเธอก็กลับบ้านเสียที” หัวใจของเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมยินดี! องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเล่าเรื่องราวดีๆของเธอให้ฉันฟังหลายเรื่อง แต่ฉันไม่อาจแบ่งปันตอนนี้ได้ ผู้รับใช้ทั้งหลายก็ได้ส่งผ่านของประทานแก่พวกเราด้วย

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ฉันทูลขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้พระองค์ทรงเปิดหน้าต่างไว้ให้ฉันได้ทูลถามคำถามพระองค์อยู่เสมอ พระองค์ทรงเล่นมุกตลกและตรัสว่า “ทำไมเจ้าจึงทูลขอเพียงแค่นิดเดียวล่ะ ทำไมถึงมีความเชื่อน้อยนักและขอแต่เพียงหน้าต่าง ทำไมจึงไม่ขอสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น อย่างเช่น ประตู เป็นต้นล่ะ” จากนั้นพระองค์ก็ทรงสอนฉันเรื่องความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ และทรงสอนให้ฉันขอสิ่งที่ใหญ่กว่า หน้าต่าง ให้ฉันขอ ที่เปิดโล่งที่มีไมโครโฟนห้อยลงมาจากฟ้าสวรรค์ ไม่มีกำแพง ไม่มีขีดจำกัด เพื่อที่จะประกาศข่าวประเสริฐแก่ทุกชีวิตในโลกนี้ แล้วพระองค์ก็ทรงมอบที่เปิดกว้างให้ พระองค์ทรงสัญญาว่าพระองค์จะทรงให้ฉันทูลถามพระองค์เมื่อใดก็ได้ แต่พระองค์ก็ทรงเตือนว่า “เจ้าอาจจะไม่เข้าใจคำตอบของเราทุกครั้งเสมอไป”

หลังจากที่พระองค์ตรัสเสร็จ ทันใดนั้นกษัตริย์ซาโลมอนก็ปรากฏตัว และมอบสติปัญญาความเข้าใจให้แก่ฉัน หลายครั้งนักอธิษฐานได้รับการถ่ายทอดของประทานฝ่ายวิญญาณจากราชินีเอสเธอร์ ดาวิด และผู้รับใช้ของพระเจ้าคนอื่นๆ ในฐานะที่ฉันอยู่ในพันธกิจแห่งไฟนี้ หนึ่งในผู้รับใช้ที่ฉันมักจะพบคือ เอลียาห์ เขาจะถ่ายทอดไฟให้แก่ฉันและเตือนฉันว่า “รักษาไฟไว้ให้ดี และมีความหวังอยู่เสมอ!” ในสวรรค์มีการนมัสการอยู่ตลอดเวลา มีความสนุกสนานมากมาย! มีที่ให้ไปเยี่ยมชมมากมาย!

บางครั้งองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงนำพวกเราไปเยือนสวรรค์ด้วยกันทั้งคริสต์จักร แต่ส่วนใหญ่พระองค์จะทรงนำเราไปเยือนแบบเป็นกลุ่มย่อยๆหรือทีละคน ตอนแรกพวกเราไปเยือนสวรรค์ขณะที่ดวงตาฝ่ายวิญญาณของเรายังไม่เปิด โดยที่คนที่ได้รับการเปิดดวงตาฝ่ายวิญญาณแล้วจะนำทางเราไป เมื่อพวกเขามองดูเราตอนที่อยู่ในสวรรค์ พวกเขาบอกว่าพวกเราเหมือนกับคนไม่ลืมตาหรือไม่ก็ตาบอด พวกเขาเล่าให้ฟังว่าพวกเราต่างก็เดินชนโน่นชนนี่ ราวกับเป็นคนซุ่มซ่าม แต่พระเจ้าทรงพระเมตตาและทรงคอยนำทางเราไป ประสบการณ์เหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่น่าชื่นชมยินดีและสนุกสนานมาก พวกเราเรียนรู้ว่าในสวรรค์พวกเราไม่ได้สวมเสื้อผ้าของโลกนี้ แต่สวมเสื้อผ้าของสวรรค์แทน พวกผู้หญิงในคริสตจักรต่างก็ฝันอยากจะมีผมยาวสลวย ตอนที่เราไปสวรรค์ พวกเราก็มีผมยาวและผมยาวๆของพวกเราก็มีเครื่องประดับเพรชพลอยประดับประดา

หลายครั้งองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสาธิตให้เราดูว่าพระองค์ทรงวาดท้องฟ้าอย่างไร ทุกวันพระองค์จะทรงวาดดวงอาทิตย์ตก และพระองค์เป็นผู้ที่ติดสินพระทัยว่าท้องฟ้าจะหน้าตาเป็นอย่างไร แม้ว่ามารจะพยายามทำลายมัน พระองค์ได้แสดงให้เราเห็นว่าเมฆเรียงตัวกันอย่างไร แสงจะทอดผ่านอย่างไร สีต่างๆผสมกันอย่างไร และจะปรากฎอย่างไรในเวลาต่างๆ พระองค์ไม่เพียงแต่ทรงสาธิตให้เราดูเท่านั้น แต่ทรงสอนพวกเราและให้พวกเราลองสร้างเองด้วย! หลายครั้งที่พระองค์สร้างดอกไม้ และทรงให้เราทำตามพระองค์ พวกเราได้ลองสร้างดอกไม้และวาดท้องฟ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงปรารถนาให้เราครองราชกับพระองค์ (วิวรณ์ 20:6) เมื่อเราได้สนทนาพูดคุยกับพระองค์แบบตัวต่อตัว ได้สัมผัสถึงความรักของพระองค์ที่หลั่งไหลจากพระทัยของพระองค์เข้าสู่หัวใจของเรา และหัวใจของบรรดาบุตรทั้งหลายของพระองค์ในโลกนี้ พวกเราก็ตกหลุมรักพระองค์ พระองค์มักจะตรัสกับเราว่า “เพียงแค่ทำตามเราเท่านั้น…”

เมืองของพระเยซู และ พระบรมหาราชวังของพระบิดา

มีอยู่หลายครั้งทีเดียวที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงนำเราไปเยือนเมืองของพระองค์ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระราชวัง พระองค์ตรัสว่าให้คนที่ดวงตาฝ่ายวิญญาณเปิดแล้วสามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ แต่คนที่ดวงตายังไม่เปิดจะยังไม่สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ เนื่องจากองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกำลังอยู่ในระหว่างการเปิดดวงตาฝ่ายวิญญาณของพวกเราทุกคน พวกสมาชิกที่ได้รับการเปิดดวงตาแล้วจึงทูลว่า “ไม่ พวกเราจะรอจนกว่าคนที่เหลือในครอบครัวจะได้เข้าไปเยี่ยมชมพร้อมกันทั้งหมด” มีอยู่หลายครั้งเช่นกันที่พวกสมาชิกที่ดวงตาเปิดแล้วได้เห็นพระราชบัลลังก์ของพระบิดา เบื้องหน้าพระบัลลังก์ ทุกคนจะทอดกายหมอบลงคว่ำหน้า ยิ่งห่างจากพระบัลลังก์มากเท่าไร ก็จะสามารถเงยหน้าได้มากขึ้นเท่านั้น จนสามารถยืนขึ้นและนมัสการได้ที่สุดปลายท้องพระโรง

มีอยู่หลายครั้งที่ไม่ใช่พระเยซูแต่พระเจ้าพระบิดาเองทรงมีข้อความถึงคริสตจักรเกี่ยวกับเหตุการณ์ภายในคริสตจักร หรือสงครามฝ่ายวิญญาณที่เราต้องต่อสู้ หรือเกี่ยวกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งในคริสจักร ในกรณีที่พระราชสารนั้นมาจากพระตำหนัก พระเยซูและทูตสวรรค์จะนำคนคนนั้นมาเข้าเฝ้าพระบิดาที่พระตำหนักเป็นการส่วนตัวเพื่อรับพระราชสารนั้น เมื่อคนคนนั้นอยู่ที่นั้น พวกเราสามารถเนื่องจากเขาจะหมอบลงกับพื้นคว่ำหน้าและอยู่นิ่ง เราจึงเรียนรู้ว่าเราสามารถสนทนากับพระเยซูในท่ายืน นั่ง หรือเดินไปกับพระองค์เมื่อทรงเสด็จมาเยือน แต่ต่อเบื้องพระพักตร์พระบิดาส่วนมากเราจะต้องหมอบลงกับพื้น (มีบางกรณีพิเศษที่เราเดินไปกับอับบา ปาป้า)

หลังจากการได้พบกับพระเยซูเป็นเวลาไม่กี่อาทิตย์หรือไม่กี่เดือน ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเรากับพระเจ้านั้นก็เข้มแข็งขึ้น และพระองค์ทรงแนะนำให้เรารู้จักกับพระเจ้าพระบิดา ผู้ซึ่งพวกเราเริ่มเรียกว่า ‘อับบา ปาป้า’ ในคืนวันเสาร์คืนหนึ่ง หลังจากที่พระเจ้าทรงให้เราต่อสู้ศึกสงครามฝ่ายวิญญาณกับมารซาตานถึง 13 ครั้ง เราได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ และอับบา ปาป้า ก็ทรงเสด็จมาเยือนพวกเราที่คริสตจักรเป็นครั้งแรก พวกเราทุกคนต่างก็หมอบลงกับพื้นเป็นเวลาหนึ่ง อีกครั้งหนึ่ง ในคืนวันจันทร์อับบา ปาป้า เสด็จมาเยือนหลังจากชัยชนะครั้งใหญ่อีกครั้งเหนือฝูงมาร อับบา ปาป้า ทรงมีความชื่นชมยินดียิ่งนัก และตรัสต่อเราจากประตูสวรรค์ด้วยพระสุรเสียงที่ลึก! พระองค์ทรงเป็นพระบิดาที่ทรงเปี่ยมด้วยความรัก! พระองค์ตรัสต่อเราเป็นเวลา 15 นาที ในระหว่างที่พวกเราทั้งหมดนั้นหมอบลงกับพื้น จากนั้นเป็นต้นมาพระองค์เสด็จเยือนพวกเราในวันจันทร์วันหนึ่งในแต่ละเดือนและตรัสต่อเรา!

ในช่วงเวลาของการเสด็จเยือนเป็นเวลา 3 เดือน การเสด็จเยือนนั้นลึกและเข้มข้น องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงปิดกั้นไม่ให้แขกมาเยือนคริสตจักรเพื่อที่พระองค์จะสามารถดำเนินการทุกอย่างที่ได้ทรงเริ่มไว้ท่ามกลางพวกเรา คริสตจักรของเรานั้นตั้งอยู่ที่ถนนที่มีผู้คนผ่านไปมาตลอดเวลาและสามารถแวะเข้ามาได้ทุกเมื่อแม้จะไม่มีการโฆษณา แต่ในระหว่าง 3 เดือนนั้น ไม่มีใครแวะเข้ามาเลยเว้นแต่เพียงบางกรณีพิเศษ เป็นช่วงเวลาที่พวกเราต่างก็ได้เยือนสวรรค์และนรกกันอย่างเข้มข้น! ประสบการณ์ที่เข้มข้นเหล่านี้ต้องอาศัยการเตรียมตัวจากองค์พระผู้เป็นเจ้าก่อนจึงจะเกิดขึ้นได้

สัมผัสความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเปี่ยมด้วยความรัก ไม่มีบรรยายใดจะสามารถบรรยายถึงความรักที่พระองค์ทรงมีต่อคุณได้เลย! พระองค์ไม่ทรงเป็นพระเจ้าผู้ประทับอยู่บนบัลลังก์ คอยนับบาปของคุณและหาโอกาสจะตีคุณ ตัดสินคุณ หรือกล่าวโทษคุณ ทุกๆวินาทีพระทัยของพระองค์เต้นให้แก่พวกเราทุกคน โดยเฉพาะแก่คนบาป พระองค์กำลังทรงร้องขอให้พวกเขาสำนีกบาป แต่ถ้าหากพวกเขาไม่สำนึกบาป พวกเขาจะลงเอยในนรก พระองค์นั้นไม่ทรงปรารถนาที่จะให้บุตรคนใดของพระองค์ต้องไปลงเอยที่นั่นเลย

พระเยซูทรงใช้เวลามากในการฝึกฝนพวกเราในเรื่องของการแยกแยะ การอธิษฐานต่อสู้สงครามฝ่ายวิญญาณ การอธิษฐานเผื่อ ศึกสงครามฝ่ายวิญญาณ ฯลฯ พระองค์ทรงใช้เวลาในการตรัสกับพวกเราและสอนพวกเรา ในเวลาอธิษฐาน พระองค์จะทรงนำเราให้อธิษฐานเผื่อขั้นลึก ระหว่างนั้นจะมีการนำไปเยือนนรก เพื่อให้คนที่มีการทรงเรียกเช่นนั้นได้สัมผัสการทรมานในนรกตามแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงอนุญาต พระองค์จะทรงนำพวกเขาให้ทำภารกิจต่างๆให้สำเร็จ ในขณะเดียวกันพระองค์ก็ทรงทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ทรงเยี่ยมสมาชิกคริสตจักร ทรงสัมผัสเราขณะที่เราเสาะหาพระองค์ผ่านทางการอธิษฐานที่ลึก ช่วงเวลาโปรดของฉันคือเวลาที่พระองค์ทรงสนทนากับฉันแบบตัวต่อตัว! โอ้โห ฉันชอบสนทนากับพระองค์มาก! เมื่อคุณได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ คุณก็พบว่าพระสุรเสียงนั้นหวานกว่าน้ำผึ้ง และคุณจะไม่มีสามารถมีชีวิตโดยปราศจากพระสุรเสียงนั้นได้เลย ฉันติดพระสุรเสียงนั้นมากๆถึงขั้นที่ว่าถ้าหากฉันไม่ได้ยินพระสุรเสียงวันไหนฉันจะรู้สึกไม่สบาย ฉะนั้นพระองค์จึงทรงสนทนากับฉันทุกคืนแบบตัวต่อตัว ขอบคุณพระเจ้าสำหรับสิทธิพิเศษเช่นนี้! เมื่อการอธิษฐานช่วงแรกสิ้นสุดลง องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงนำคนที่ได้ไปสัมผัสการทรมานในนรกกลับมา ทรงต่อพวกเขากลับคืนรูปเดิม เนื่องจากวิญญาณของพวกเขาถูกฉีกทึ้งออกเป็นชิ้นๆ พระองค์ทรงอนุญาตให้พวกเราดูพระองค์ต่อพวกเขากลับมาสู่รูปร่างเดิม

ระหว่างเวลาพัก องค์พระผู้เป็นเข้าทรงแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความชื่นชมยินดีกับเรา พระองค์ทรงให้เราอธิษฐานด้วยภาษาแปลกๆและทรงแปลภาษานั้นให้เราฟัง ซึ่งเป็นอะไรที่สนุกมาก และพระองค์ทรงสอนพวกเราหลายสิ่งหลายอย่าง พระองค์ทรงสอนพวกเราให้รู้จักแยกแยะ เชื่อฟังและทำตาม รัก และมีความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ ทรงสอนว่ามารซาตานทำลายคริสตจักรและพันธกิจต่างๆอย่างไร พระองค์ทรงเป็นพระอาจารย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด! พระองค์ทรงเตือนเราว่ามีสงครามครั้งใหญ่รออยู่ข้างหน้า และจะมีความลำบากมากยิ่งขึ้น แต่พระองค์จะทรงอยู่กับพวกเราเสมอ! พระองค์ทรงตรัสว่า “สงครามกำลังจะมา และเราก็กำลังจะมาด้วยเช่นกัน!” หลายๆครั้งพระองค์ทรงตรัสกับเราว่า “ยิ้มและมีความสุขเถิด!”

จากการพบกับพระองค์คราวนั้นจนถึงวันนี้ การประชุมของเราทุกครั้งประกอบด้วยการอธิษฐาน นมัสการ ต่อสู้สงครามฝ่ายวิญญาณ คำสอน และการเยี่ยมเยือนนรกและโลกฝ่ายวิญญาณอันทรงพลัง

องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสอนเราว่ามีความรัก 3 รูปแบบที่พระองค์ทรงแสดงแก่เรา ในบางเวลาพระองค์ทรงประสงค์ที่จะเล่นตลกและมีอารมณ์ขัน ในบางเวลาพระองค์ทรงทรงสำแดงพระองค์ว่าเป็นกษัตริย์และเปี่ยมล้นด้วยพระเกียรติสิริ และในบางเวลาพวกเราก็สนทนากับพระองค์ในฐานาที่ทรงเป็น…

เพื่อนและพี่ชาย

พวกคนหนุ่มสาวในหมู่พวกเรา วันรุ่น และคนอายุยี่สิบต้นๆ สนุกกับพระองค์มากเมื่อทรงแสดงความรักในรูปแบบนี้ พวกคนหนุ่มสาวจะเข้าถึงพระองค์ได้ง่ายๆในรูปแบบนี้ พระองค์ไม่ทรงถือพระองค์หรือไม่ชอบพระทัย เช่น มีคนถามพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์อายุเท่าไร?” แล้วพระองค์ก็ทรงตอบจริงๆ! มีคนหนึ่งถามว่าอาดัมกับเอวามีสะดือหรือไม่! คืนหนึ่งมีคนถามว่าพระองค์ทรงสวมรองพระบาทเบอร์อะไร รู้ทั้งรู้ว่ารองพระบาทของพระองค์คงจะใหญ่มากเพราะพระองค์สูงใหญ่มหึมา พระองค์ทรงตอบว่า ถ้าดูจากมาตรฐานในโลกก็จะประมาณเบอร์รองเท้าผู้ชายเบอร์ 22 พวกเขาทูลถามคำถามส่วนตัวกับพระองค์ด้วย เช่น องค์พระผู้เป็นเจ้าบรรทมหรือไม่ พวกเขาทูลถามคำถามเกี่ยวกับการเป็นโสด และพระองค์ก็สนพระทัยเมื่อคนโสดถามคำถามเช่นนั้น และทรงตอบพวกเขา เมื่อพระองค์ทรงตอบ คำตอบของพระองค์นั้นแสดงถึงปัญญาเหนือปัญญาอื่นใดที่เราได้พบเจอในชีวิต เมื่อพระองค์ทรงมีพระดำรัส พระดำรัสนั้นจรรโลงใจ และเปี่ยมไปด้วยการเจิม กระทั่งหูของเราติดไฟขณะที่ได้ฟัง และเราไม่อยากให้บนสนทนานั้นจบเลย

องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระทัยเย็นมากๆ ตอนนั้นลูกชายตัวน้อยๆของฉันอายุเพียง 5 ขวบ มีหลายครั้งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกฉันไปสนทนาด้วยในเวลาที่ฉันต้องส่งลูกชายเข้านอน ในกรณีนี้พระองค์จะทรงรอคอยอย่างพระทัยเย็น มีอยู่หลายครั้งที่มีคนมาเข้าเฝ้าพระองค์ด้วยคำถามเป็นหน้าๆ หรือขอให้พระองค์มอบพระวจนะให้แก่คนบางคน พระองค์ก็ทรงพระทัยเย็น เมื่อเราขอประทานโทษสำหรับคำถามอันยาวเหยียด พระองค์จะตรัสว่า “เรามีความใจเย็น สำคัญมากที่ลูกๆของเราได้ยินเสียงของเรา และรู้ว่าเรารักพวกเขามากเพียงใด! พวกเขาเหล่านั้นกำลังเสาะหาเราราวกับว่าเราเป็นน้ำหยดเดียวในถื่นกันดาร! พวกเรากำลังแสวงหาเรา!” มีบางครั้งที่มีคนทูลถามคำถามเดียวกันกับที่ได้ทูลถามพระองค์ไปแล้วเมื่อวันก่อน! พระองค์ก็ยังทรงตอบคำถามโดยไม่ทรงตัดสิน เมื่อทรงพบกับคนที่อ่อนแอ พระองค์ก็ไม่ทรงต่อว่า แต่ทรงเสริมกำลังแก่พวกเขา เมื่อพระองค์ทรงพบคนที่ต้องการกำลังใจ พระองค์ก็ทรงนำความชื่นชมยินดีและความหวังมาให้แก่พวกเขา และทรงสอนให้พวกเขาเข้มแข็งในพระองค์ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงชมพวกเราและทรงตรัสกับพวกเราถึงสิ่งที่อยู่ในพระทัยของพระองค์เมื่อพวกเราแบ่งปันคำพูดบางคำกับพระองค์ พระองค์ทรงมีความขี้เล่นและบางครั้งเมื่อเราถามคำถาม พระองค์ทรงบอกให้เราลองเดาดูเพื่อให้เราเล่นกับพระองค์ มีหลายคำถามที่พระองค์ไม่ทรงตอบตรงๆ แต่ทรงตรัสว่า “เราเป็นพระเจ้าแห่งความลึกลับ จงรอแล้วเจ้าจะเห็นเอง!” ถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงมีความขี้เล่น แต่พระองค์ก็ทรงเป็นกษัตริย์และทรงยึดถืออำนาจของพระองค์

คนรัก และเจ้าบ่าว

ดำริอย่างไรเกี่ยวกับ รอช ฮะชานาห์ (Rosh Hashana) พระองค์ทรงตื่นเต้นพระทัยและตรัสว่า “รอช ฮะชานาห์ คือ วันอภิเษกสมรสของเรา” คริสตจักรของเรามักจะฉลองวันศักดิ์สิทธิ์อยู่เสมอ แต่ครั้งนั้นต่างออกไป ตามที่ทรงมีพระราชโองการ นักอธิษฐานทุกคนที่เป็นเจ้าสาวพระคริสต์อยู่แล้วจะต้องทบทวนคำมั่นสัญญา และมี 2 คนในหมู่พวกเราที่จะสมรสกับพระองค์เป็นครั้งแรกในวันรอช ฮะชานาห์ (6 กันยายน)

พระเยซูทรงจริงจังกับงานฉลองนี้มาก พระองค์เสด็จมาในวันแรกของรอช ฮะชานาห์ ในฉลองพระองค์สีขาว ในวันที่สองทรงเสด็จมาในฉลองพระองค์สีขาวและทรงสวมมงกุฏบนพระเศียร พระองค์ทรงตรัสถามฉันถึงแผนการสำหรับวันรุ่งขึ้นซึ่งจะเป็นพิธีอภิเสกสมรส เมื่อฉันทูลพระองค์ พระองค์ตรัสว่านั่นเป็นเพียงภาพโดยรวมคร่าวๆของงาน และทรงถามฉันถึงแผนการสำหรับงานเฉลิมฉลอง ฉันไม่เคยมองว่ามันเป็นการเฉลิมฉลองแต่อย่างใด พระองค์ทรงตรัสถามฉันว่า “เจ้าเคยไปงานแต่งงานที่ไม่มีการเฉลิมฉลองไหม? แล้วทำไมจึงต้องต่างออกไปสำหรับของเราล่ะ?” ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงต้องรวมตัวประชุมกันอย่างรวดเร็วและคิดหาแผนการที่ดีกว่านี้สำหรับวันอภิเษกสมรส พระองค์ทรงประทานทุกสิ่งที่พวกต้องจำเป็นต้องใช้ พระองค์ทรงเลือกชุดแต่งงานให้กับพวกเราทุกคน แล้วพวกเราต่างก็แต่งกายกันอย่างงดงาม เมื่อเราไปช้อปปิ้ง ทูตสวรรค์ก็ตามพวกเราไปด้วยและพระเยซูก็เสด็จไปกับพวกเราด้วย พระองค์ตรัสกับพวกเราว่าพระองค์ทรงเลือกชุดสำหรับบุตรของพระองค์ทุกคน

แล้วพวกผู้ชายมีคำถามถึงพระองค์เกี่ยวกับการที่ผู้ชายเป็นเจ้าสาว! องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสต่อฉันว่า “บอกพวกเขาว่ารูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้ทำให้เจ้าสาวนั้นสวยสำหรับเรา เราไม่ได้ดูที่ว่าใครเป็นชายหรือหญิงจึงจะเป็นเจ้าสาวได้ การที่ผู้ชายเป็นเจ้าสาวของเรานั้นถือเป็นการถ่อมตน เราในโลกนี้พวกเขามีสิทธิ์อำนาจเหนือผู้หญิง แต่เราประสงค์ให้พวกเขาละทิ้งมาตรฐานของโลกนี้ เพราะมันไม่ใช่มาตรฐานที่เราวางไว้ให้พวกเขา จงบอกคนที่รู้สึกว่าพวกเขาไม่สามารถเข้าถึงเราในฐานะเจ้าสาว ว่าให้มองคำมั่นสัญญาเป็นคำสัญญาระหว่างพี่ชายน้องชาย ไม่ใช่ข้อเสนอทางธุรกิจที่จะผูกมัดระหว่างพวกเขากับเรา แต่เป็นสัญญาที่ทำขึ้นด้วยความสัญพันธ์ฉันท์พี่น้องด้วยความรัก คำมั่นสัญญาเหล่านี้เป็นหนังสือสัญญา มันทำให้มิตรภาพระหว่างพวกเขากับเรานั้นหนักแน่นจริงจังและลึกซึ้ง” พระองค์ทรงทำให้พวกเราหัวเราะเมื่อตรัสว่า “เราสร้างผู้ชายขึ้นมาก่อน! ผู้ชายควรจะเข้าถึงเราอย่างลึกซึ้งมากกว่า แต่บางคนกลับไม่เป็นแบบนั้น”

พระบิดาและกษัตริย์

ในฐานะที่ทรงเป็นพระบิดา พระองค์ทรงมีความรักต่อเราอย่างท่วมท้น เราเป็นบุตรของพระองค์เมื่อเราอยู่ในการทรงสถิตของพระองค์ พระองค์ทรงดูแลเราและไม่ประสงค์ให้เรากังวลกับเรื่องใดๆก็ตาม พระองค์ตรัสว่า “จงนำความกังวลมาให้เรา จงนำภาระมาให้เรา” ในฐานะคริสตจักรที่อธิษฐาน เป็นเวลานานหลายปีที่เราพบกับสงครามมากมาย มีหลายสถานการณ์เกี่ยวกับญาติๆของเราที่เราเกือบยอมแพ้ แต่เมื่อเรานำชื่อพวกเขามาทูลต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าให้ทรงช่วยพวกเขาให้รอด พระองค์จะตรัสเสมอว่า “ตกลง เราจะช่วยคนคนนั้นให้รอด เรากำลังมองดูบาปที่เขาทำอยู่ แต่ด้วยคำอธิษฐานของเจ้า เราจะถ่อมเขาให้เขาคุกเข่าลงต่อเรา” ฉะนั้น บรรดาบุตรของพระเจ้าเอ๋ย จงอธิษฐานอย่างไม่หยุดยั้ง

มีหลายสถานการณ์ในชีวิตแต่งงานที่แลดูเหมือนจะไม่มีทางออก แต่พระองค์จะทรงสนทนากับเราและตรัสกับเราว่า “เราจะเยียวยาชีวิตแต่งงานของเจ้า” ไม่มีสถานการณ์ใดเลยที่พระองค์ตรัสกับเราว่า “ไม่ เราไม่สามารถช่วยคนคนนั้นให้รอด เราไม่สามารถรักษา เราไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้” เราพบว่าหลายๆครั้งเราไม่ได้รับเพราะเราไม่ได้ทูลขอ เมื่อเราทูลถามพระองค์ว่าจะเข้าหาคนเหล่านั้นได้อย่างไร พระองค์จะทรงนำเราและทรงมอบคำพูดให้เรานำไปบอกพวกเขา ซึ่งเป็นคำพูดที่เปี่ยมด้วยปัญญา ซึ่งสรุปได้ว่า “บอกพวกเขาเกี่ยวกับเรา บอกพวกเขาว่าเรานั้นเปี่ยมด้วยความรักเพียงใด บอกพวกเขาว่าเรานั้นแสนดีและใจดีเพียงใด บอกพวกเขาว่าเราไม่ต้องการให้พวกเขาไปนรก บอกพวกเขาเกี่ยวกับรางวัลที่รอพวกเขาอยู่ บอกพวกเขาอยู่เสมอเกี่ยวกับเรา แนะนำพวกเขาให้รู้จักเรา” ในพระทัยของพระองค์มีผู้คนที่หลงหายอยู่ เมื่อเราไปประกาศบนถนน พระองค์ทรงเสด็จไปกับพวกเราด้วย และสุดท้ายเมื่อเราสามัคคีธรรมกับพระองค์ พระองค์จะทรงบอกเราว่าในวันวันนั้นมีกี่คนที่ได้รับความรอดบ้าง มีกี่คนที่จะได้รับขึ้นไป และมีกี่คนที่จะถูกทิ้งไว้

พระเยซูทรงรักศิษยาภิบาล

พระเยซูทรงรักศิษยาภิบาบแต่ศิษยาภิบาลส่วนมากไม่รู้สึกถึงรางวัลชิ้นนี้ พระองค์ทรงมีพระประสงค์ที่จะพบกับพวกเขาแบบตัวต่อตัว แต่พระองค์ตรัสว่าศิษยาภิบาลส่วนมากนั้นได้หลุดไปจากทางของพระองค์ พระองค์ตรัสว่า “เรารักพวกเขามากๆ แต่พวกเขากระโดดออกจากมือของเรา พวกเขาส่วนมากไม่ได้อยู่ในอยู่ในมือของเรา พวกเขาไม่รู้จักความอดทนบากบั่นอันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการยืนหยัดกับเราในยามยาก พวกเขาหันไปจากเรา พวกเขาเหนื่อยที่จะรอคอยเรา แต่เราประสงค์ให้พวกเขาอดทน เราประสงค์ให้พวกเขารู้ว่าเรามีรางวัลยิ่งใหญ่ที่เราเตรียมไว้สำหรับบรรดาศิษยาภิบาล” บรรดาศิษยาภิบาลเอ๋ย พระเยซูทรงรักคุณ! พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นทุกๆการต่อสู้ที่คุณเผชิญ โปรดอย่ายอมแพ้และมีความหวังอยู่เสมอ พระองค์ทรงทราบถึงการต่อสู้ที่คุณเผชิญอยู่ และพระองค์กำลังทรงเสด็จมาหาคุณแต่คุณจะต้องไม่รามือและไม่ยอมแพ้ ฉันขอแนะนำให้ศิษยาภิบาลทุกคนอธิษฐานสุดกำลัง และพบกับองค์พระผู้เป็นเจ้าแบบตัวต่อตัว หลายครั้งพวกเราศิษยาภิบาลคิดว่าคริสตจักรของเรานั้นดีที่สุด แต่อย่าเดาและอย่าแน่ใจไป! เพราะถ้าหากเราคิดเช่นนั้น เราอาจจะต้องตกใจมากในวันแห่งการพิพากษา องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงให้ฉันเห็นว่าพระองค์ไม่ทรงเห็นชอบกับหลายๆคริสตจักร และทรงมอบสารสำหรับบรรดาศิษยาภิบาลแก่ฉัน หากคุณเป็นศิษยาภิบาล คุณสามารถติดต่อฉันและฉันจะแบ่งปันสารนั้นกับคุณ หากคริสตจักรของคุณไม่ได้ออกไปประกาศข่าวประเสริฐเป็นประจำ หากคุณไม่ได้ออกไปยังถนนเพื่อเป็นพยาน คุณต้องเปลี่ยนแปลงทุกอย่างใหม่โดยเร็ว! จงทำพันธกิจอย่างที่พระองค์ทรงทำ! พระองค์ทรงไปพบกับผู้คนในที่ที่พวกเขาอยู่ พระองค์ไม่ได้ทรงรอคอยในโบสถ์ให้พวกเขาเข้ามาหา องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงแสดงให้ฉันเห็นว่าคริสตจักรของพระองค์นั้นได้ละวางสิ่งที่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อ… เราบรรดาศิษยาภิบาลต้องสำนึกบาปมากกว่าคนอื่นๆ! นี่เป็นเรื่องที่จริงจังมาก วันหนึ่งพระองค์ตรัสกับฉันเรื่องนี้ ฉันตัวสั่นราวกับเป็นใบไม้ในการทรงสถิตของพระองค์

องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ทรงประสงค์ให้บรรดาบุตรของพระองค์ไปนรก พระองค์ทรงแบ่งปันกับฉันว่าพระทัยของพระองค์นั้นแบกรับภาระใจเสมอ อันเป็นภาระใจที่ทรงมีต่อบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงรักที่อยู่ในนรก เพราะพวกเขาเคยเป็นบุตรของพระองค์เมื่ออยู่โลกนี้! พระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ใครสักคนหนึ่งต้องไปนรก พระองค์ทรงแบ่งปันกับฉันว่าหลังจากการพิพากษาเมื่อวันสิ้นยุค พระทัยของพระองค์ก็จะยังคงแบกรับภาระใจที่ทรงมีต่อผู้ที่อยู่ในนรกตราบชั่วนิรันดร์ แต่เมื่อเราซึ่งเป็นเจ้าสาวของพระองค์ได้เข้าสู่ความชื่นชมยินดีตราบชั่วนิรันดร์ ภาระใจของพระองค์ก็จะเบาลง เนื่องจากพวกเราได้เข้าไปยังที่ปลอดภัยและสิ่งนี้จะนำความชื่นชมยินดีและสันติสุขมาให้กับพระองค์เกินกว่าที่เราจะสามารถรับรู้ได้ เพียงเพราะว่าพระองค์ทรงเห็นว่าเรามีความสุขและอยู่บ้านในที่สุด!

คนรักและเจ้าบ่าว – พิธีอภิเษกสมรสในวัน รอช ฮะชานาห์ (Rosh Hashana)

เมื่อถึงวันอภิเษกสมรส ซึ่งเป็นวันศุกร์ ที่ 6 กันยายน 2013 งานฉลองเริ่มต้นเวลา 1 ทุ่ม และสิ้นสุดเวลาตี 3 พระองค์ทรงประทับอยู่กับเราตลอดเวลา มีเจ้าสาวสองคนที่ได้อภิเษกสมรสกับพระองค์ในงานฉลองที่งดงามท่ามกลางผู้เป็นพยานมากมาย ทุกคนที่ได้รับเชื่อและได้เดินตามพระองค์ก็ได้ทบทวนคำมั่นสัญญากับพระองค์ คำมั่นสัญญาเหล่านั้นเป็นคำมั่นสัญญาที่เอ่ยด้วยปาก แต่ละคนจะยืนในฐานะเจ้าสาวเคียงข้างพระองค์ใต้ซุ้มประตูพิธีสมรส พอถึงเวลา 1 ทุ่ม องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงประทับอยู่ที่สถานที่จัดพิธี พวกเราจะต้องไม่สวมรองเท้าส้นสูงบนแท่น แต่สวมเพียงรองเท้าแตะหรือไม่สวมรองเท้า เมื่อถึงเวลาสำหรับการและเปลี่ยนคำมั่นสัญญา มันเป็นช่วงเวลาที่แสนจะซาบซึ้งที่สุดในชีวิตของพวกเรา เราเข้ามายืนต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้าทีละคนและเอ่ยคำมั่นสัญญา พระองค์ทรงทอดพระเนตรเจ้าสาวของพระองค์แต่ละคนและทรงเอ่ยคำมั่นสัญญาของพระองค์ตอบ พระองค์ทรงมีความโรแมนติกและทรงเป็นคนรักที่เที่ยงแท้ คำมั่นสัญญาของพระองค์มีคุณค่ามาก และแสนซาบซึ้งยิ่งนัก นั่นเป็นช่วงเวลาของการฉลองที่ยิ่งใหญ่ หลังจากที่เราได้เอ่ยคำมั่นสัญญาเสร็จแล้ว พระองค์ทรงประทานของขวัญให้แก่แต่ละคน ซึ่งเป็นสิ่งที่ล้ำค่าอย่างจริงแท้ นั่นก็คือ พระองค์ทรงนำหัวใจมนุษย์ของเราออกและประทานพระทัยของพระองค์แก่เรา และตรัสว่า

“นับจากนี้ไป ดวงใจที่เต้นอยู่ภายในเจ้าจะไม่เป็นของเจ้าอีกต่อไป แต่เป็นดวงใจของเรา ดวงใจนี้จะเต้นให้กับเรา และเราเท่านั้น”

จริงแท้อย่างที่ได้ทรงตรัส เพราะนับจากที่เราได้รับพระทัยของพระองค์ เราก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ด้วยพระทัยดวงนี้ เราคิดถึงพระองค์ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง! เราคิดถึงพระองค์ราวกับคู่แต่งงานใหม่ที่คิดถึงกันและกัน หัวใจของเราเปี่ยมไปด้วยความรักที่แสนหวาน เราคิดถึงพระองค์มากกว่าที่เคย แม้ว่าสัปดาห์หนึ่งจะล่วงเลยไปนับจากวันที่เราได้เอ่ยคำมั่นสัญญากับพระองค์แล้วก็ตาม เราก็ยังสัมผัสได้ถึงความรักนั้นรอบๆตัวเรา ซึ่งท่วมท้นหัวใจยิ่งนัก และนี่เป็นครั้งแรกที่เราเข้าใจถึงความหมายของคำว่า เจ้าสาวพระคริสต์ พระองค์ตรัสกับฉันว่า “ดวงใจของเจ้าสาวจะต้องมีเพียงเจ้าบ่าวเสมอ!” ในคืนนั้นเรานั่งลงและฉลองท่ามกลางการทรงสถิตขององค์ราชันย์ พระองค์ประทับอยู่ท่ามกลางเราตลอดเวลา เราเต้นรำในเพลงรัก เราทุกคนต่างหัวเราะและร้องไห้ไปกับองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะคำมั่นสัญญาของพระองค์นั้นซาบซึ้งยิ่งนัก!

ในวันถัดจากวันรอช ฮะชานาห์ พระเยซูทรงเสด็จกลับมาท่ามกลางพวกเรา พระทัยของพระองค์นั้นเปี่ยมด้วยความชื่นชมยินดี พระองค์ทรงสนทนากับฉันเป็นการส่วนตัวเป็นเวลา 45 นาที บทสนทนานั้นทำให้ฉันนึกถึงการที่พระเจ้าทรงเสด็จมาเยือนอับราฮัม พวกเราทูลถามพระองค์ว่าพวกเรานั้นดูแลพระนิเวศของพระองค์ ซึ่งก็คือคริสตจักร Blazing Holy Fire ดีแล้วหรือยัง พระองค์ทรงแบ่งปันกับเราว่า “ตัวอาคารนั้นอาจจะไม่ได้ดูหรูหราอะไร แต่ในโลกฝ่ายวิญญาณนั้น คริสตจักรหลังนี้ทอแสงประกายวิบวับ” วิวรณ์ 19:7-8 พระองค์ทรงตรัสต่อว่า “คริสตจักร Blazing Holy Fire เป็นคริสตจักรที่เราพอใจ เป็นคริสตจักรที่ทำตามความประสงค์ของเราเสมอ ในโลกฝ่ายวิญญาณ อาคารหลังนี้ปกคลุมไปด้วยดอกกุหลาบสีขาวจากพิธีอภิเสกสมรส” หลังจากที่พระองค์ทรงแสดงความรักของพระองค์ต่อพวกเราแล้ว พระองค์ทรงมีพระบัญชาให้เรายืนหยัดและเข้มแข็งในฐานะนักรบของพระองค์ ขณะที่เราคุกเข่าและแสวงหาพระพักตร์ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงแบ่งปันกับเราว่า “มีทูตสวรรค์มากมายที่ปกป้องคริสตจักร Blazing Holy Fire อยู่ ตอนนี้พวกเขาต้องจัดเวรกันมาเพราะว่าสงครามฝ่ายวิญญาณนั้นหนักหน่วงเวลาที่คริสตจักรอธิษฐาน” ในอนาคตอันใกล้ เราจะแบ่งปันกับคุณเกี่ยวกับสงครามกับมารซาตานที่เราได้เผชิญมา ซึ่งก็คือสงคราม 13 ครั้ง ที่เกิดขึ้นในคืนเดียว โดยองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานชัยชนะแก่เราทุกครั้ง

เมื่อคุณได้พบกับพระเยซูแล้วในตอนนี้ จงแนะนำพระองค์ให้คนอื่นรู้จัก!

เหตุผลที่เราแบ่งปันเรื่องราวเหล่านี้กับคุณก็เพราะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้คุณรู้ว่า “พระองค์รักคุณ” ทุกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในคริสตจักรของเรานั้นสามารถเกิดขึ้นกับคุณได้เช่นกัน และสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ เป็นเวลาหลายปีที่เราอธิษฐานกันอย่างขยันขันแข็ง และพวกเราก็ได้ผ่านสงครามใหญ่ๆมามากมายและได้พบกับความพ่ายแพ้หลายครั้ง แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงให้พวกเราเห็นว่าพระองค์ทรงอยู่กับพวกเราในทุกขณะ หลายครั้งที่พวกเราต้องหลั่งน้ำตาขณะกำลังต่อสู้สงครามเหล่านั้น แต่มีอยู่หลายครั้งที่พระองค์ทรงนำเราไปเยือนทะเลสาบน้ำตาในสวรรค์ และเราได้ไปหวนไปดูช่วงเวลาแห่งความยากลำบากเหล่านั้น และได้เห็นว่าพระองค์ทรงมีความภาคภูมิใจในตัวเราเพียงใดที่เราได้ยืนหยัดอย่างเข้มแข็งในช่วงเวลาเหล่านั้น รางวัลของคุณยิ่งใหญ่เป็นแน่แท้ “จงระลึกถึงคำที่เราได้กล่าวแก่พวกท่านไว้ว่า ‘บ่าวย่อมไม่เหนือกว่านายของตน’ ถ้าเขาข่มเหงเราพวกเขาย่อมจะข่มเหงพวกท่านด้วย ถ้าพวกเขาเชื่อฟังคำสอนของเราพวกเขาย่อมจะเชื่อฟังคำสอนของพวกท่านด้วย” ยอห์น 15:20

ศิษยาภิบาล ผู้รับใช้พระเจ้า และพี่น้องในพระคริสต์ที่รัก อย่าย่อท้อในการแสวงหาพระเจ้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าหยุดอธิษฐาน อย่าล้มเลิก จงมีความหวังอยู่เสมอ! จงแสวงหาพระเจ้าต่อไป ไม่ว่าคุณจะต้องเผชิญกับสงครามแบบไหน จงแสวงหาพระพักตร์พระองค์ต่อไป ไม่ว่าอะไรจะรายรอบคุณ พระเยซูทรงประสงค์ให้คุณอธิษฐานมากขึ้น นั่นหมายความว่า หัวใจของคุณจะต้องจดจ่อไปยังพระองค์ขณะที่คุณอธิษฐาน จะต้องเชื่อมต่อกับพระองค์ จะต้องเป็นของพระองค์เท่านั้น อย่าปล่อยให้หัวใจ ความคิด และจิดใจของคุณล่องลอยไปที่อื่นที่ไม่ใช่พระองค์ พระองค์มักจะทรงเตือนพวกเราเสมอว่าเวลาของที่พวกเรามีอยู่เหลือเพียงนิดเดียวเท่านั้น ดังนั้นเราต้องอธิษฐานให้มาก พระองค์ทรงเตือนเราเสมอว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาในไม่ช้าและเราจะต้องทำพันธกิจของพระองค์ซึ่งก็คือการเข้าหาผู้ที่หลงหายในนามพระคริสต์ เราจะต้องไปตามเส้นทางสายต่างๆและประกาศว่า “พระอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ใกล้แล้ว! จงสำนึกบาปและเชื่อพระเยซู! จงเตรียมตัวที่จะยืนต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของท่าน!”

เพื่อเป็นการส่งท้าย ฉันขอเชิญชวนทุกคนให้นำผู้หลงหายหนึ่งคนกลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้าหนึ่งทุกวัน ออกไปพูดคุยกับผู้คนและบอกพวกเขาเกี่ยวกับพระเยซู แจกใบปลิวประกาศที่พระองค์ทรงให้เราเขียนขึ้น: ใบปลิวประกาศของพระเยซู

ขอบคุณค่ะ!

ขอชีวิตอันอุดมในพระเจ้า ความโปรดปราน และพระพรสถิตอยู่กับคุณ!
ศิษยาภิบาล คริสติน

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s