คำพยานของเกล็น: เอาชนะความบาป / Glenn’s Testimony

Read English version: Click Here

20171128_160711 (2)สวัสดีครับทุกคน! ผมชื่อ แกรี่ เกล็น กอนเซลส์ อัลมาโน่ (หรือเรียกผมสั้นๆว่า “เกล็น” (Glenn)) วันนี้ผมอยากจะมาแบ่งปันคำพยานชีวิตของผม และเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการที่พระเจ้าได้เปลี่ยนแปลงชีวิตผมไปตลอดกาลครับ

ผมมาจากประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมเป็นลูกคนโต และใช้ชีวิตธรรมดาๆตามแบบฉบับของคนที่นี่ ผมอยู่ท่ามกลางธรรมชาติป่าเขาที่ต่างจังหวัด พ่อผมทำงานในตัวเมืองที่ห่างออกไป ส่วนแม่ผมเป็นแม่บ้าน เราทานข้าวที่ปลูกเอง มีการกินอยู่ที่พอเพียง ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ใช้ชีวิตแบบธรรมดาๆเท่านั้น

ผมเคยเป็นคนที่มีความมุมานะ และฝันว่าอยากจะมีชีวิตที่ร่ำรวยเพราะว่าผมโตมาในครอบครัวที่ยากจน เป็นคนที่มีความทะนงตน เห็นแก่ตัว และอยากจะเป็นที่ยอมรับ เป็นที่สรรเสริญของคนอื่นๆ อยากเป็นคนที่พิเศษและแตกต่างจากคนทั่วๆไป ตั้งแต่ผมเด็กๆ ผมมักจะคิดว่าตัวเองเป็นคนหล่อ หน้าตาดี มีพรสวรรค์และเฉลียวฉลาด หลายคนบอกผมว่าความคิดเหล่านี้ทำให้ผมทะนงตน แม้ว่าผมจะทำตัวเงียบๆและทำตัวเป์็นคนถ่อมตนก็ตาม ผมรู้สึกละอายเวลาที่ไม่มีเสื้อผ้าดีๆใส่ รู้สึกอิจฉาคนอื่นที่แต่งตัวดีๆ และมักจะกังวลเรื่องการแต่งตัวเสมอเพราะผมอยากให้พวกผู้หญิงสนใจ ผมจึงอยากเป็นคนรวยเมื่อโตขึ้นเพื่อว่าจะได้ไม่ต้องรู้สึกอับอายอีกต่อไป ผมแทบจะรอไม่ไหวจนกว่าวันนั้นจะมาถึง

ผมโตมาในนิกายคาทอลิก และได้รับคำสอนมาไม่มากนัก ถ้าจะให้ผมสารภาพตามตรง ผมคิดว่ามันไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่ผมเชื่อในนิกายของผม ตอนเด็กๆผมมักจะเข้าโบสถ์ในช่วงสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์หรือวันคริสต์มาส ที่โรงเรียนจะมีการสวดอธิษฐานเสมอ แทบจะทุกคนที่นี่เป็นคาทอลิกทุกคน ทุกๆอย่างดูน่าเบื่อมากสำหรับผม ผมไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับพระเจ้าหรือพระคัมภีร์ สิ่งที่ผมเห็นก็มีแต่รูปปั้นพระเยซูถูกตรึงกางเขนที่มีเลือดไหล กับรูปปั้นพระนางมารีย์ซึ่งแลดูเป็นผู้หญิงที่มีความอ่อนโยนมาก ที่โบสถ์บาทหลวงจะนั่งลงเทศน์ และมีคนหลายคนช่วยทำพิธี ผมก็แค่นั่งๆยืนๆ ร้องเพลง คุกเข่า เวลาที่บาทหลวงบอกให้ทำอะไรก็ทำ ผมคิดว่ามันน่าเบื่อมาก และรู้สึกขี้เกียจไปโบสถ์ ที่โรงเรียน ผมสวดอธิษฐานเหมือนกับท่องกลอนอะไรสักอย่าง เช่น “ข้าแต่พระบิดา…” หรือ “วันทามารีอา…” ฯลฯ

สำหรับผมแล้วการเชื่อพระเจ้าเป็นเพียงศาสนาหนึ่ง และผมไม่รู้สึกว่าผมเป็นคนบาปหรือทำผิดอะไร ผมไม่มีความยำเกรงพระเจ้า ความฝันของผมคือการเป็นคนที่ประสบความสำเร็จเมื่อผมโตขึ้น มีชื่อเสียง มีวุฒิการศึกษา มีงานที่ดี เป็นที่ภาคภูมิใจของพ่อแม่ และมีภรรยาสวยๆเหมือนที่ผมเห็นเล่นกับเด็กๆอยู่ในทีวี ผมไม่เคยคิดถึงพระเจ้า พระเยซู หรืออะไรก็ตามเกี่ยวกับสวรรค์เลย

ผมได้ผ่านการผจญภัยอะไรหลายๆอย่างซึ่งเกิดจากความสอดรู้สอดเห็นของผม ตั้งแต่ผมเด็กๆ มีคนสอนผมให้ขโมยเงินเล็กๆน้อยๆจากแม่ หรือแม้แต่บาปทางเพศ ผมติดการช่วยตัวเอง ดูหนังโป๊ เล่นเกมส์ การรักร่วมเพศ ฯลฯ บาปทั้งหลายเหล่านี้ทำให้ผมเข้ามาหาพระเยซูเพื่อสำนึกบาป และรู้จักความบริสุทธิ์และความจริง

ผมเหมือนกับลูกอกตัญญูในพระคัมภีร์ที่ออกไปหาความสำราญใจฝ่ายโลก ผมไปมีเพศสัมพันธ์กับเกย์เพื่อแลกกับเงิน ผมได้เคยกินอยู่กับเกย์เพื่อเงิน นั่นเกิดขึ้นช่วงที่ผมเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ตอนนั้นพ่อผมให้เงินไปเรียนน้อยมาก ผมไม่มีเสื้อผ้าดีๆใส่ ไม่มีโทรศัพท์มือถือดีๆ หรือโน๊ตบุ๊ค ผมจึงทำเช่นนั้นเพื่อแลกกับเงิน ผมกลายเป็นโสเภณีในที่สุด! ผมรู้สึกแย่มากกับบาปที่ผมทำอยู่ จึงคิดอยากจะไปโบสถ์อื่นเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิต ผมอยากที่จะได้รับการอภัย และอิสระภาพ อยากได้รับความรอดจากขุมนรก แต่ตอนนั้นผมรู้สึกกล้าๆกลัวๆกับการเข้าโบสถ์ที่ผมไม่รู้จัก ผมมักจะเดินผ่านคริสตจักรแห่งหนึ่งที่มีคนหนุ่มสาวอยู่ที่นั่นเยอะมาก และดูแตกต่างจากโบสถ์คาทอลิกที่ผมเคยไป คนหนุ่มสาวเหล่านั้นดูเหมือนว่านมัสการพระเจ้าด้วยหัวใจ ภาพที่ผมเห็นทำให้ผมรู้สึกอยากจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขามาก แต่ผมก็ไม่อยากจะละทิ้งนิกายของผมไป เพราะมีคนหลายคนที่เยาะเย้ยการนมัสการพระเจ้าแบบนั้น และผมก็ไม่อยากจะถูกเยาะเย้ยไปด้วย จนกระทั่งวันหนึ่ง…

ถวายชีวิตให้กับพระเจ้า

วันหนึ่ง เพื่อนของผมชวนผมไปคริสตจักรแห่งนั้นที่ผมเคยเดินผ่าน เมื่อผมเดินเข้าไปที่นั่นก็มีคนมาทักทายด้วยรอยยิ้ม และเพื่อนผมก็แนะนำผมให้พวกเขารู้จัก คืนวันนั้นมีการสามัคคีธรรมที่นั่นเพราะเป็นคืนวันศุกร์ ผมชอบพวกเขาทุกคนมาก และรู้สึกว่าผมจะไม่มีทางเป็นศัตรูกับใครที่นั่นได้ เพราะว่าทุกคนมีจิตใจที่ชอบธรรมดังเช่นพระเจ้า ผมนั่งลงและมองดูการนมัสการของพวกเขา มีทั้งกลอง กีต้าร์ไฟฟ้า และเปียโน มีกลุ่มผู้นำนมัสการอยู่บนเวทีเพื่อนำการนมัสการ ผมรู้สึกชอบมาก และนึกสงสัยว่าเพราะอะไรถึงไม่มีคริสตจักรแบบนี้ที่แถวบ้านผม ผมคงไม่ทำบาปเหล่านั้นถ้าหากมีคริสตจักรแบบนี้อยู่ ผมรู้สึกว่าผมได้พบ บ้าน ที่ที่จะไม่มีใครทำให้ผมรู้สึกสิ้นหวังแม้ผมจะอ่อนแอ ก่อนหน้านี้ผมคิดว่าผมโอเคกับศาสนาของผม แต่ตอนนี้ผมได้เจอที่ที่ผมสามารถใช้เวลากับวัยรุ่นคนอื่นๆและลืมเรื่องราวร้ายๆที่ผ่านมา

พวกเขาอธิบายเกี่ยวกับความรักของพระเจ้าจากพระคัมภีร์ให้ผมฟังโดยใช้เศษกระดาษแผ่นหนึ่ง จากนั้นผมก็อธิษฐานรับเชื่อ รับของประทานแห่งความรอด และศิษยาภิบาลก็กล่าวว่าผมได้รับการอภัย ได้เป็นคนของพระเยซูแล้ว และจะได้ไปสวรรค์ พวกเขาหนุนใจให้ผมมาที่คริสตจักรเป็นประจำและสามัคคีธรรมกับพวกเขา เรามักจะเล่นเกมส์กันก่อน แล้วก็อธิษฐาน แบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของแต่ละคน และอ่านพระคัมภีร์ ผมมีพี่เลี้ยงซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มเซล (กลุ่มเซลนั้นชื่อว่า G12 ซึ่งมาจากอัครสาวก 12 คนในพระคัมภีร์) และได้รับพระคัมภีร์มาเล่มหนึ่งจากเพื่อน ผมเรียนรู้หลายๆอย่างจากพระคัมภีร์ และเริ่มอธิษฐานทุกเช้าและอ่านพระคัมภีร์พร้อมกับมีสมุดจดเล่มหนึ่ง ผมอธิษฐานก่อนทานอาหาร และก่อนนอนเช่นกัน จากนั้นผมได้รับบัพติสมาด้วยน้ำซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ผมได้ประกาศข่าวประเสริฐที่มหาวิทยาลัย อันที่จริงแล้ว ผมเป็นคนขี้อายมากและชอบอยู่คนเดียว แต่ผมก็ยินดีรับความท้าทายนั้น เพราะว่าผมได้เป็นคนใหม่แล้ว และผมกำลังลืมชีวิตที่ผ่านมา

ผมเริ่มสงสัยเกี่ยวกับ วันสิ้นยุค การรับขึ้นไป และวันพิพากษา ผมรู้สึกกลัวมาก ผมได้ยินหลายๆคนพูดถีงเรื่องเหล่านั้น ในปี 2012 มีคนหลายคนที่เตือนเกี่ยวกับการสิ้นยุคบนอินเตอร์เน็ตและทีวี มีแม้กระทั่งภาพยนต์ออกมา ซึ่งเกี่ยวกับวันที่ 21 พฤษภาคม 2012 บนปฏิทินของเผ่ามายัน ผมประกาศเกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างจริงจังบนเฟสบุ๊ค และประกาศเกี่ยวกับนรกและสวรรค์ วันสิ้นยุค และการรับขั้นไป ผมประกาศแม้กระทั่งกับแม่และเพื่อน ผมโพสต์ลงบนกลุ่มเฟสบุ๊คของกลุ่มเซลด้วย แต่ว่าไม่มีใครพูดอะไร ผมเลิกไปโรงเรียนเพื่อที่จะเตรียมตัวถูกรับขึ้นไปสวรรค์!

จนกระทั่งเมื่อวันนั้นมาถึงจริงๆ ปรากฏว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักนิด ผมเลยคิดว่าถึงแม้คำพยานนั้นจะไม่เป็นความจริง แต่วันสิ้นยุคก็ใกล้เข้ามาแล้ว ต่อให้มันไม่เกิดขึ้นปีนั้น แต่มันก็จะเกิดขึ้นในปีหน้าๆ และผมก็กลับเข้าเมืองไปด้วยความผิดหวัง ที่ที่ผมอยู่นั้นไม่มีคริสตจักรที่เกิดใหม่ในพระคริสต์ มีแต่โบสถ์คาทอลิก พ่อแม่ผมพยายามโน้มน้าวใจให้ผมกลับไปเป็นคาทอลิกอยู่หลายครั้งแต่ก็สายเกินไปแล้วเพราะว่าผมได้อ่านพระคัมภีร์ และได้เชื่อว่าผมกำลังเดินอยู่ในทางที่จะนำไปสู่สวรรค์ และพระเยซูคริสต์ทรงเป็นทางเดียว หลังจากที่ได้ถกเถียงกันอยู่หลายครั้ง พ่อและแม่ก็ล้มเลิกความคิดที่จะให้ผมกลับมาเป็นคาทอลิกและก็ยอมรับในสิ่งที่ผมเป็น พวกเขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรอีกแล้ว

ผมยังคงไปเข้าร่วมคริสตจักรแห่งที่สองนั้น ในตอนนั้นผมทำงานเป็นพนักงานพาร์ทไทม์อยู่ที่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ตแห่งหนึ่งขณะที่กำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ผมยังมีความคิดเกี่ยวกับหมายสำคัญ ยุคสุดท้าย สวรรค์ นรก และการรับขึ้นไป อยู่ในหัวตลอดเวลา ตอนนั้นยังไม่มีใครเคยสอนผมเกี่ยวกับการรับบัพติสมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผมเคยคิดสงสัยเกี่ยวกับการรับบัพติสมานี้ตอนที่ผมดูวีดีโอบนยูทูป ผมตั้งคำถามในใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ และก็มีความสงสัยเกี่ยวกับการพูดภาษาแปลกๆ ของประทานการเห็นนิมิต การเผยพระวจนะ มันคืออะไรกันแน่?

ผมจำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมกับเพื่อนกำลังเดินอยู่ด้วยกันแล้วเราก็พูดคุยกันเกี่ยวกับเกี่ยวกับคริสตจักรที่เกิดใหม่ในพระคริสต์ เพื่อนของผมคนนั้นอยู่ที่คริสตจักรอื่น ซึ่งอาจจะเป็นคริสตจักรที่มีการบัพติสมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เขาพูดให้ผมฟังเกี่ยวกับของประทานการพูดภาษาแปลกๆ และบอกกับผมว่าคริสตจักรที่แท้นั้นต้องพูดภาษาแปลกๆ แต่ตอนนั้นผมไม่เข้าใจ และก็ไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกจนกระทั่งผมได้ดูวีดีโอบนยูทูปนั้น มันทำให้ผมเริ่มมีคำถามในใจ และเริ่มค้นคว้าบนอินเตอร์เน็ต จนกระทั่งผมทราบว่าการรับบัพติสมาด้วยพระวิญญาณนั้นเป็นสิ่งจำเป็น และพระคัมภีร์ก็กล่าวเช่นนั้น แต่ปัญหาก็คือ ผมยังไม่ได้รับ และก็ไม่รู้ด้วยว่าจะรับบัพติสมาด้วยพระวิญญาณได้อย่างไร

หลังจากที่ผมได้เรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผมก็พยายามเผยแพร่ให้เพื่อนร่วมงานฟัง ผมพยายามเผยแพร่เกี่ยวกับยุคสุดท้าย และคำพยานเกี่ยวกับนรกและสวรรค์ ฯลฯ และโพสต์ลิ้งก์ต่างๆลงในกลุ่มเฟสบุ๊ค แต่ก็ไม่มีใครตอบอะไร ผมเลยคิดว่าพวกเขาคงจะเริ่มเกลียดผมแล้วเพราะพวกเขาคงจะคิดว่าผมกำลังพยายามนำเสนอหลักความเชื่อที่พวกเขาไม่เห็นด้วย ผู้นำกลุ่มเซลเองก็พยายามจะตักเตือนผมอย่างอ่อนโยน ตอนนั้นพวกเขาเรียกผมว่าเป็น “radical Christian” (คริสเตียนที่เคร่ง) ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอะไรเลยลองไปค้นคว้าดู ผมคิดว่าผมควรที่จะเข้าร่วมคริสตจักรที่เปี่ยมด้วยพระวิญญาณ เลยเลิกไปคริสตจักรนั้นเพราะว่าที่นั่นไม่เชื่อเรื่องการบัพติสมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ นับจากนั้นเป็นต้นมาผมก็เริ่มกระหายหาการบัพติสมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นอย่างมาก (มาระโก 1:8)

ผมเริ่มอ่านคำพยานเกี่ยวกับสวรรค์และนรก ได้อ่านคำพยานของ Angelica Zambrano, Choo Thomas, วันรุ่นชาวโคลอมเบีย 7 คน, Mary K. Baxter และคนอื่นๆอีกมาก ผมรู้สึกประหลาดใจมากที่องค์พระผู้เป็นเจ้าสามารถตรัสกับผู้คนในโลกโดยผ่านของประทานฝ่ายวิญญาณ ผมชอบฟังสิ่งที่พระองค์ตรัสต่อโลกผ่านคนเหล่านั้น ตั้งแต่นั้นมาผมเองก็อยากจะได้ยินเสียงพระองค์เช่นกัน

ในปี 2013 ผมพยายามหาคริสตจักรที่เปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเมืองแต่ก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหน ตอนนั้นผมอยู่ตัวคนเดียวในอีกเมืองหนึ่งซึ่งไกลจากบ้าน ทั้งทำงานและเรียนไปด้วยในเวลาเดียวกัน ผมอยู่คนเดียวและเป็นอิสระจากพ่อแม่ และวันหนึ่งจากห้องที่ผมอาศัยอยู่นั้น ผมก็ได้ยินเสียงนมัสการดังมาจากดาดฟ้าของตึกสูง 5 ชั้นข้างๆ ผมเริ่มสงสัยและตัดสินใจไปแวะเวียนที่คริสตจักรนั้น ผมเห็นป้ายคริสตจักรตั้งอยู่ชั้นล่างและเมื่อขึ้นบรรไดไปก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังเต้นรำและร้องเพลงอยู่ เป็นการนมัสการวันอาทิตย์ และเมื่อพวกเขาเห็นผมก็ยิ้มให้และเชิญผมมานั่ง ผมมีความสุขที่ได้ดูพวกเขาและรู้สึกแปลกใจที่ได้เห็นพวกเขานมัสการพระเจ้าอย่างไม่อาย พวกเขาแตกต่างไปจากคริสตจักรของผม ระหว่างที่บางคนนมัสการ บางคนก็อธิษฐาน ผมก็ประหลาดใจมากที่เห็นคนล้มลงกับพื้นเมื่อรับเชื่อ ผมก็ไม่คิดอะไรเพราะเชื่อว่าเป็นพระวิญญาณบริสุทธิิ์ ผมได้ยินบางคนพูดภาษาพระวิญญาณ และก็เชื่อว่าผมได้ค้นพบคริสตจักรที่เปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว และอดรอไม่ได้ที่จะรับการบัพติสมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์เช่นกัน

นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินคนพูดภาษาพระวิญญาณ ผมไม่เคยเห็นการนมัสการแบบนี้มาก่อนเลยเพราะนิกายคาทอลิกเป็นนิกายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผมอยากรับการบัพติสมาด้วยพระวิญญาณมากและอยากพูดภาษาพระวิญญาณ ผมอยากสัมผัสการเคลื่อนไหวของพระวิญญาณ และอยากได้ยินเสียงพระเจ้า ดังนั้นผมเลยเข้าร่วมคริสตจักรทุกวันอาทิตย์ เมื่อใดที่มีการเรียกคนที่ต้องการรับเชื่อ ผมก็เดินไปรับเชื่อเพื่อที่จะได้รับการบัพติสมาด้วยพระวิญญาณและพูดภาษาพระวิญญาณ พวกเขาก็จะวางมือในขณะที่ผมหลับตาและยกมือขึ้น แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักที ผมเริ่มคิดในใจว่า ทำไมการรับบัพติสมาด้วยพระวิญญาณถึงยากขนาดนี้ ทำไมผมถึงรับไม่ได้สักทีทั้งๆที่ผมอยากจะรับมากๆ และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ผมเข้าร่วม แต่ผมก็ไม่ได้พูดอะไร แต่มีการเผยพระวจนะว่า “อย่าอยู่ในอดีต” ผมคิดว่าผมคงจะต้องค้นดูตัวเองว่ามีอะไรผิดไปหรือเปล่าที่ทำให้ผมไม่สามารถรับพระวิญญาณได้

ผมไปเข้าร่วมที่นั่นทุกวันอาทิตย์ แต่ก็ยังไม่ได้รับบัพติสมาด้วยพระวิญญาณสักที ผมคิดว่า “ทำไมองค์พระผู้เป็นเจ้าถึงทรงอยู่ห่างไกลจัง ผมจะได้รับการบัพติสมาไหมก่อนที่ทรงเสด็จกลับมารับผู้เชื่อ” ผมรู้สึกกระวนกระวายใจมากเรื่องนี้ จากนั้นผมก็เริ่มถอยห่างจากพระเจ้าไปทีละนิดจนกระทั่งขี้เกียจไปคริสตจักร ผมยังคงติดหนังโป๊และการช่วยตัวเองอยู่ ตอนนั้นผมคิดว่าการช่วยตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องผิดและเป็นบาปที่เล็กน้อยมาก ผมติดการช่วยตัวเองถึงแม้ว่าจะรู้สึกว่ามันเป็นบาปที่ผมไม่ควรทำก็ตาม ผมค้นคว้าในพระคัมภีร์และอ่านเกี่ยวกับบาปทางเพศ และพยายามค้นดูในอินเตอร์เน็ตเผื่อจะมีใครบอกว่ามันไม่ผิดเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น บางคนก็บอกว่ามันเป็นบาป ส่วนบางคนก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอกถ้าหากทำด้วยใจที่สะอาด ผมเลยทำมันต่อ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงนั่นเป็นบาปที่ใหญ่มาก

เข้าร่วม Network Marketing

วันหนึ่งมีเพื่อนแนะนำให้ไปเข้าร่วมกลุ่ม Network Marketing ผมก็ไปเข้าร่วมและชอบกลุ่มนี้มาก และได้เจอเพื่อนใหม่ๆ เราเจอกันทุกคืนเพื่อนทานของว่างด้วยกันและพูดคุยกันเกี่ยวกับธุรกิจ ฝันที่ผมจะได้เป็นคนรวยก็กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง คนที่ทำเงินได้มากๆก็ขับ Ferrari, Lamborghini, Audi, BMW, Ford และ Ore ผมเองก็อยากจะเป็นเหมือนพวกเข้าบ้าง ผมคิดว่าทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี จนกระทั่งเกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่

เผชิญหน้าใต้ฝุ่นโยลันดา

8 พฤศจิกายน 2013 เกิดใต้ฝุ่นไห่เยี่ยน (โยลันดา) พัดเข้าทำลายเมืองที่ผมอยู่ มีผู้เสียชีวิตกว่า 300,000 ราย และมีผู้คนสูญหายมากมายในระหว่างเกิดซึนามิ ตอนนั้นผมเห็นน้ำตั้งสูงเป็นกำแพงอย่างรวดเร็วราวกับตึก 5-6 ชั้น กับตาตัวเอง วันนั้นจะเป็นวันที่ผมจะไม่ลืมเลยตลอดชีวิต พวกเราทุกคนที่นั่นได้สัมผัสถึงพระหัตถ์ทรงฤทธิ์ของพระเจ้าและรู้สึกถึงการพิพากษาของพระองค์เพราะความบาปของเรา บ้านเรือนถูกทำลาย มีผู้คนมากมายต้องอาศัยอยู่ตามถนนสองข้างทาง ถนนถูกปิดกั้นด้วยเสาไฟที่หักลง ขยะเทเกลื่อนกลาด ไม่มีสเบียงเลี้ยงชีพ ไม่มีตำรวจ และมีนักโทษหลุดหนีออกมาเต็มไปหมด มีการขาดแคลนอาหาร น้ำ และเสื้อผ้า ไม่ว่าคนรวยหรือคนจนก็ไม่ต่างกัน ไม่มีใครขายอาหารเพราะทุกคนต่างก็เก็บไว้เพื่อประทังชีวิตตนเอง แต่ยังดีที่เรามีอาหาร น้ำ และทุกอย่าง เราเข้าไปลักสินค้าในร้านสะดวกซื้อ ขโมยอาหารแห้งต่างๆ อย่างสปาเก็ตตี้ ลาซานญ่า ฯลฯ มันเป็นสถานการที่เกินจะทน เราทุกคนได้ลิ้มรสการพิพากษาของพระเจ้า

img_0478

14393423_120300000181703452_317700533_o

4 วันหลังจากนั้น พ่อผมก็เดินทางมาช่วยผม ถึงแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ทำได้ลำบาก ผมประหลาดใจมากเพราะว่าตอนแรกผมคิดว่าจะต้องอาศัยอยู่กับเจ้าของที่พักเพื่อความอยู่รอด มันเป็นช่วงเวลาที่สิ้นความหวังเพราะว่าสัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดหมด แต่พระเจ้าก็ทรงนำทางให้ผมสามารถหนีออกจากที่นั้นได้

สภาพเมืองในตอนนั้นไม่ต่างไปจากเมืองร้าง ในที่สุดเราก็กลับมาบ้านโดยนั่งรถแบบฟรีๆ และแล้วความใฝ่ฝันที่จะร่ำรวยของผมก็สลาย ในตอนนั้นพวกเราทุกคนต่างก็โศกเศร้ากันถ้วนหน้า

หลังจากผ่านไปหนึ่งเดือน เมือง Tacloban ก็กลับมาคราคร่ำด้วยผู้คนอีกครั้งถึงแม้ว่าจะยังมีร่องรอยความเสียหายจากพายุไต้ฝุ่นอยู่และร่องรอยแห่งความเศร้าโศกที่ยังตราอยู่ในหัวใจทุกคน ผมได้กลับไปทำงานที่นั่นอีกครั้ง แต่ผมก็ได้ลืมพระเจ้าและการอ่านพระคำภีร์ไปเรียบร้อย ในหัวผมมีแต่การหมกมุ่นกับเรื่องงานเพียงเท่านั้น

พลัดหลงจากพระเจ้า

ผมเริ่มออกตามหารักแท้ ใครสักคนที่ผมจะรักไปตลอดชีวิต และจะไม่เคยลืมเลยว่าผมได้เจอกับเธอคนหนึ่งที่ผมได้หลงรักอย่างจริงจัง เธอมีนามว่าเรเนลล่า เธอเป็นผู้หญิงที่สวยในสายตาผมและจับกุมหัวใจของผม อันที่จริงผมได้ขอเบอร์โทรศัพท์ของเธอเพียงสองสัปดาห์ก่อนเกิดพายุไต้ฝุ่น เธอเป็นพนักงานขายในห้างแห่งหนึ่ง และผมได้ขอเบอร์โทรศัพท์เธอเมื่อได้พบเป็นครั้งแรก หลังจากที่ผมกลับมายังเมืองผมก็ติดต่อเธอเพื่อถามว่าเธอยังสบายดีหรือไม่ และเธอก็ตอบข้อความผม หลังจากนั้นเราก็เริ่มเป็นเพื่อนกัน ผมนั้นหลงรักเธอแต่เธอกลัวที่จะรักผมเนื่องจากประสบการณ์ที่ไม่ดีที่เธอเคยเจอมากับแฟนเก่า เธอจึงบอกให้ผมไปหาผู้หญิงคนอื่น แต่ผมบอกเธอว่าผมไม่มีปัญหาอะไร ขอเพียงแค่เธอยินยอม ผมนั้นรักเธอมาก และฝันกลางวันว่าสักวันหนึ่งเธอจะเป็นของผม ดังนั้นจึงทำทุกอย่างเพื่อให้เธอตกลงเป็นแฟนกับผม และเธอก็ให้ผมรอและคอยทดสอบผมจนกว่าเราจะเริ่มคบกัน  

ทุกวันตั้งแต่ตื่นเช้าจนกระทั่งเข้านอน เราสองคนจะส่งข้อความหากันทั้งวัน ทุกครั้งที่โทรศัพท์ผมดัง ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก และข้อความของเธอเติมเต็มวันของผม เวลาที่ผมไม่ได้ไปทำงานผมจะโทรคุยกับเธอ ผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน ความรู้สึกที่ผมมีต่อเธอคนนี้ ในตอนนั้นเรายังคงเป็นเพียงแค่เพื่อนเพราะว่าเธอต้องการเวลาในการลืมทุกอย่างที่เธอเจอมากับแฟนเก่า อดีตของเธอทำให้เธอเจ็บช้ำ บางครั้งเธอจะโทรหาผมเพื่อร้องไห้กับผม และผมก็อยู่เคียงข้างเธอในยามที่เธอเศร้า

หลังจากนั้นหลายเดือน เธอก็ตอบตกลงกับผม แน่นอนว่าผมดีใจมากที่ในที่สุดเธอก็เป็นของผม ผมนั้นรักเธอมากกว่ารักตัวเอง และทุ่มเทเงินมากมายกับเธอ ผมได้ทุ่มทุกอย่างให้กับเธอ จนผมกลายเป็นคนที่ไม่ดีมากขึ้น พระเจ้าไม่ได้อยู่ในความสัมพันธ์นี้เลย ผมเริ่มที่จะมีเพศสัมพันธ์กับเธอ และต่อให้จะมีข้อพระคัมภีร์เข้ามาในหัวคอยเตือนสติ แต่ผมก็ปัดมันออกไปและปลอบตัวเองว่าพระเจ้าจะทรงให้อภัยผมพรุ่งนี้ ผมมักจะไปหาเธอที่บ้านตอนดึกๆ บางครั้งความกลัวที่เธอจะตั้งท้องก็เข้ามาในใจ มันคงจะเป็นอะไรที่ผมต้องรับหนักถ้ามันเกิดขึ้น แต่สุดท้ายมันก็เกิดขึ้นจนได้! วันนั้นเธอส่งข้อความมาหาผมบอกว่า “นี่นายยังมีชีวิตอยู่อีกหรอ? ชั้นท้องแล้ว ดูสินายทำอะไรลงไป ชั้นจะฆ่านายถ้าชั้นเห็นหน้านาย” ผมช็อกมาก หัวใจผมเต้นรัว และผมไม่รู้จะทำอย่างไรดี ความคิดโลดแล่นอยู่ในหัวผมเต็มไปหมด ผมถามตัวเองว่าจะทำยังไงดีในเมื่อผมไม่พร้อม ถ้าพ่อแม่ผมรู้เข้าล่ะจะทำยังไง แล้วความฝันและอนาคตของผมล่ะ ผมไม่มีเงินจะแบกรับภาระได้ และแล้วเธอก็ตัดสินใจจะทำแท้ง ผมนั้นอยากจะเก็บเด็กไว้มากแต่เธอไม่อยาก และสุดท้ายด้วยหัวใจที่เย็นชาเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อเธอขอเงินไปทำแท้งผมก็ควักเงินตัวเองให้เธอไป ตอนนั้นเราอยู่ไกลกันผมเลยไม่รู้ว่าจากนั้นเกิดอะไรขึ้นกับเธอ ผมไม่ได้อยู่เคียงข้างเธอในเวลานั้น เพราะห่วงตัวเองมากกว่าลูกในท้อง ผมกลายเป็นฆาตกร ผมอยากจะได้รับการอภัยจากพระเจ้า ผมได้ทำอะไรลงไปเนี่ย! หลังจากนั้นสองเดือน ผมนำโทรศัพท์ของเธอไปคืนและเราก็ไม่ได้คุยกันอีก นั่นแหละเป็นจุดจบของความสัมพันธ์ของเราสองคน เธอกลับไปใช้ชีวิตของเธอส่วนผมก็กลับไปใช้ชีวิตของผม มันน่าเศร้าที่เราจบกันแบบนี้ และผมเองยังคงมีความผิดกับสิ่งที่ผมได้ทำลงไป ผมร่ำร้องขอให้พระเจ้าทรงอภัยผม

และในปี 2015 ผมติดสินใจกลับไปที่เมืองเพื่อทำงานในโกดังของร้านหนังสือคริสเตียนชื่อดังในฟิลิปปินส์ ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวยในตอนนั้น ผมกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งโดยไม่มีสิ่งผูกพันอะไร ผมให้ตัวเองง่วนอยู่กับการทำงาน และหลังจากนั้นหลายวันผมก็ชวนเพื่อนที่ทำงานไปนั่งกินร้านปิ้งย่างด้วยกัน กินบาร์บิคิวและดื่มเบียร์ด้วยกัน ผมดื่มอย่างที่ไม่เคยดื่มมาก่อนเพราะว่าโดยปกติผมเป็นคนที่อยู่ตัวคนเดียวและไม่ชอบไปเที่ยวกับใคร ผมเมาพอที่จะเริ่มเล่าปัญหาใจให้เพื่อนร่วมงานฟัง และเขาเองก็เล่าเรื่องปัญหาใจของเขาให้ผมฟังเช่นกัน พอเบียร์หมดเราก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ ผมก็เจอกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ผมตกหลุมรัก และเริ่มกลัับมาใช้ชีวิตในบาปทางเพศอีกครั้ง เวลาที่ผมทำบาปนี้มักจะมีข้อพระคัมภีร์เข้ามาในหัวอยู่เสมอ ผมเชื่อว่าพระเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็นบาปที่ผมทำตลอดเวลา

พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเกี่ยวกับยุคสุดท้ายเพื่อดึงดูดความสนใจ

พระเจ้าทรงใช้พระวจนะเกี่ยวกับยุคสุดท้ายในการดึงดูดความสนใจผมอีกครั้ง ผมกลัวว่าถ้าหากผมไม่สำนึกบาปผมจะถูกทิ้งไว้เมื่อพระองค์เสด็จกลับมารับผู้เชื่อและผมต้องเผชิญหน้ากับผู้ต่อต้านพระคริสต์ ผมยังคงลังเลอยู่ว่าควรจะทำอย่างไรดี ควรจะเชื่อฟังการเตือนและเตรียมตัวเองให้พร้อม หรือควรจะอยู่เฉยๆไปวันๆ

หลังจากที่รอคำตอบอยู่นานหลายสัปดาห์ ผมก็ตัดสินใจได้ ผมตัดสินใจที่จะละทิ้งทุกสิ่ง จำได้เลยว่าในวันเกิดปีที่ผ่านมา เพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมงานผมให้เสื้อยืดมาตัวหนึ่งซึ่งมีข้อพระคำเขียนอยู่ซึ่งก็คือ โยชูวา 1:9 “จงเข้มแข็งและกล้าหาญ” ตอนแรกผมก็สงสัยว่าทำไมถึงมีข้อพระคำเขียนอยู่ เพื่อนที่ให้ผมคนนั้นเป็นผู้หญิง เธอยังไม่เกิดใหม่ในพระคริสต์และผมก็เชื่อว่าเธอคงจะไม่อ่านพระคัมภีร์เช่นกัน เธอไม่รู้จักผมเลยแต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และเสื้อนั้นก็ไม่ใช่อะไรที่เพียงแค่ให้กำลังใจให้กล้าหาญ ตอนนั้นผมรู้ว่านั่นเองเป็นการทรงเรียกของพระเจ้า ดังนั้นผมจึงตัดสินใจละทิ้งทุกสิ่ง ไม่ว่างาน อนาคต ความหยิ่งผยอง แผนการเห็นแก่ตัว และความประสงค์ของตัวเอง ผมจะต้องทำอะไรสักอย่างกับความรอดของผมก่อนที่มันจะสายไป ปรากฎการณ์ดวงจันทร์สีเลือด (Blood moon) เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าผมต้องทำอะไรสักอย่าง ดังนั้นผมจึงละทิ้งทุกสิ่งเพื่อความรอด และตกลงใจที่จะเตรียมตัวพบกับองค์พระผู้เป็นเจ้ากลางอากาศ

ปรารถนาที่จะรับบัพติสมาด้วยพระวิญญาณ

ก่อนออกจากเมืองนั้นผมได้วางแผนว่าจะอดอาหารเป็นระยะเวลานานเพื่อขอรับการบัพติสมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผมจึงซื้อน้ำผึ้งมาครึ่งลิตรเพื่อประทังชีวิตขณะอดอาหาร ผมมีความกระตือรือร้นที่จะรับการบัพติสมาด้วยพระวิญญาณ ตอนนั้นไม่มีใครช่วยเหลือ สิ่งเดียวที่ทำได้คือการรอคอยพระเจ้าเท่านั้น พอกลับมาถึงบ้าน ผมก็ตั้งอกตั้งใจว่าจะสำนึกบาป ขอให้พระเจ้าประทานโอกาสให้ผมเป็นครั้งที่สอง และขอให้พระองค์ทรงอภัยบาปของผม ผมอยากจะอธิษฐานของการปลดปล่อยและการบัพติสมาด้วยพระวิญญาณ และตั้งใจว่าจะอดอาหารเป็นระยะเวลา 3  วันตราบเท่าที่ร่างกายผมจะรับไหว เมื่อวันแรกมาถึงผมสามารถอธิษฐานเพียงแค่ 10 นาที จากนั้นก็ไปนอนแล้วก็ตื่นมาเปิดพระคัมภีร์อ่านเท่าที่จะอ่านได้ จากนั้นก็อยู่แต่ในห้อง นั่งๆนอนๆ อ่านพระคัมภีร์ อ่านเรื่องเกี่ยวกับการไปเยือนสวรรค์และนรก ฟังเพลงนมัสการ ฟังคำสอน อธิษฐาน และวิงวอนของหมายสำคัญจากพระเจ้า และแล้ววันแรกก็สิ้นสุดลงโดยที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอมาวันที่สองผมก็หิวจัด แทบจะขยับตัวไม่ไหว และในที่สุดผมก็มาถึงจุดที่ทนไม่ได้อีกต่อไปเพราะความหิว ผมเลยเลิกอดอาหารทั้งๆที่ยังไม่ได้รับพระวิญญาณ
หลังจากนั้นผมได้ลองอดอาหารอีกครั้งแต่ก็ไปไม่รอดเกินหนึ่งวันด้วยน้ำผึ้งไม่กี่ช้อน แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอยู่ดี ผมเลยคิดในใจว่าถ้าหากแผนการนี้ไม่สำเร็จผมจะกลับไปหางานทำอีกครั้ง พ่อแม่ผมต้องการให้ผมไปทำงานที่ประเทศซาอุดิอาระเบียซึ่งเป็นงานที่จะให้เงินดี ผมเพียงแต่เก็บไว้ในใจแต่ผมยังคงอยากจะทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า ดังนั้นผมจึงยังอธิษฐานอยู่เสมอว่าพระเจ้าจะบัพติสมาผมด้วยพระวิญญาณและประทานภาษาแปลกๆให้กับผมโดยที่ผมไม่มีใครช่วย

ช่วงนั้นผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับการบัพติสมาด้วยไฟพระวิญญาณ เมื่ออ่านจบแล้วผมก็อธิษฐานต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ลูกอยากรับการบัพติสมาด้วยไฟ แต่ลูกไม่รู้พระประสงค์ของพระองค์ หากพระองค์ทรงประสงค์ ขอให้พระองค์ประทานของประทานนี้แก่ลูก เพราะสำหรับพระองค์แล้วทุกสิ่งเป็นไปได้” ผมได้อธิษฐานไปแบบนั้นและก็ดูเหมือนว่าผมไม่รู้จะช่วยตัวเองอย่างไรดี แล้ววันหนึ่งด้วยความที่อยากจะเชื่อฟังพระเจ้า ผมตัดสินใจไปที่ตัวเมืองเพื่อถวายสิบลดและมองหาคริสตจักรที่เปี่ยมด้วยพระวิญญาณ ผมไปถึงตัวเมืองเย็นวันเสาร์และเข้าร่วมคริสตจักรเช้าวันอาทิตย์ แต่ผมไม่ค่อยแน่ในว่าคริสตจักรนั้นเปี่ยมด้วยพระวิญญาณหรือไม่ คริสตจักรแห่งนั้นเป็นคริสตจักรนิกายบัพติส ผมอยากจะรู้เหมือนกันว่าผมจะได้พบสิ่งที่ตามหาที่นั่นหรือเปล่า เมื่อผมเดินเข้าไปก็สังเกตว่าเป็นคริสตจักรที่ดูดี ทุกคนต่างก็แต่งตัวดีและให้การต้อนรับผมอย่างเป็นมิตร ศิษยาภิบาลเองก็เข้ามาทักทายผม และยื่นใบลงทะเบียนให้ผมลงชื่อ จากนั้นการนมัสการก็เริ่มขึ้น

ในระหว่างการนมัสการ สิ่งเดียวที่ผมมีอยู่ในหัวคือผมจะต้องรับการบัพติสมาด้วยพระวิญญาณและผมก็ตื่นเต้นด้วยความสงสัยว่าจะมีการสำแดงของพระวิญญาณหรือเปล่า แล้วเวลาก็ผ่านไปโดยที่ผมไม่เห็นหมายสำคัญอะไรเลยเช่นการพูดภาษาแปลกๆ ใจของผมเริ่มว้าวุ่นและอยากจะให้การนมัสการสิ้นสุดลงใจจะขาดเพื่อที่จะออกจากที่นั่น ใจผมเต็มไปด้วยความผิดหวังขณะเดินทางกลัับ ผมกลับไปที่ร้านของพ่อที่อยู่ในตัวเมืองและพักที่นั่นคืนนั้นเพราะว่าเป็นวันสะปาโต วันนั้นผมก็นั่งลงและดูเฟสบุ๊กตัวเอง ทันใดนั้นเองผมก็นึกถึงชื่อ Blazing Holy Fire ขึ้นมาได้ ผมไม่รู้เลยว่าพระเจ้าได้ทรงเตรียมแผนการที่ดีกว่าให้กับผมแล้ว พระองค์ได้สดับฟังคำวอนขอของผม และทรงมีแผนการที่ดีกว่า

ตอนนั้นเป็นเดือนพฤษจิกายน ปี 2015 ที่ผมเจอกลุ่มเฟสบุ๊กชื่อ Blazing Holy Fire ผมได้เข้าร่วมกลุ่มแล้วและชอบอ่านบทความของคริสตจักรนั้น และผมเชื่อว่าคริสตจักรนี้สามารถช่วยเหลือผมได้ พี่สาวใจดีจากประเทศไทยคนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกของ Blazing Holy Fire ได้เสนอตัวช่วยเหลือผม เธอได้รับการเลี้ยงดูจากคริสตจักรนี้และได้รับการบัพติสมาด้วยพระวิญญาณและไฟ เธอได้มอบเวลาแก่ผมและฝึกฝนผมในฐานะพี่เลี้ยงด้วยสิ่งที่เธอเองได้ถูกสอน ผมตื่นเต้นที่ได้ยินว่าผมไม่จำเป็นต้องเดินทางไปไหนเพื่อที่จะได้รับไฟ เพราะว่าเธอบอกผมว่าระยะทางไม่ใช่ปัญหาสำหรับพระเจ้า พระองค์สามารถทำกิจการในผมในที่ที่ผมอยู่ และการฝึกฝนโดยคริสตจักร Blazing Holy Fire ก็เริ่มต้นขึ้น

หลังจากนั้นผมก็ค้นพบว่าตัวเองได้เชื่อคำหลอกลวงไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนักเทศน์บนยูทูป เฟสบุ๊ก และบทความต่างๆที่เคยอ่านบนอินเตอร์เน็ต ผมมีความเชื่อผิดๆหลายอย่างเกี่ยวกับยุคสุดท้าย ได้เชื่อบทความที่สอนแต่ว่าห้ามใส่เสื้อผ้าแบบนั้นแบบนี้ แม้แต่คนที่สอนว่าการช่วยตัวเอง (ชักว่าว) เป็นสิ่งที่ไม่ผิด หรือคนที่ต่อต้านการนมัสการ สอนให้ถวายเงินเพื่อแลกกับพระพร ฯลฯ ผมได้รับการช่วยเหลือให้เห็นบาปและช่องโหว่ของตัวเองและปิดช่องโหว่เหล่านั้น และเริ่มโฟกัสไปที่องค์พระผู้เป็นเจ้าและการอ่านพระคัมภีร์เพียงอย่างเดียว

และผมก็พบว่าผมอยู่ในอันตรายเพราะว่าที่ผ่านมาได้ติดตามคำสอนผิดๆและผมก็ตัดขาดจากคำสอนเหล่านั้น ผมอ่านบทความเกี่ยวกับ “แว่นตาฝ่ายวิญญาณ” และ “คำหลอกลวง” บนเว็บไซต์ Blazing Holy Fire แล้วก็เริ่มเข้าใจ ผมรู้สึกว่าตัวเองได้รับการชำระและจิตวิญญาณผมได้รับการฟื้นฟูหลังจากที่ได้ปิดช่องโหว่เหล่านั้นแล้ว มีอยู่หลายครั้งที่ผมรู้สึกอยากทำบาป เช่น ช่วยตัวเอง เล่นเกมส์บนมือถือ ดาวน์โหลดเพลงฝ่ายโลก ฯลฯ แต่ผมก็ต่อสู้กับมันโดยการอธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์ ผมมักจะอธิษฐานให้เนื้อหนังของผมสามารถต้านทานสิ่งเหล่านั้นได้ และด้วยการแนะนำจากพี่สาวคนนั้นผมก็มีกำลังใจที่จะต้านทานทุกสิ่ง ถึงแม้ว่าอาจจะใช้เวลานานกว่าผมจะมาถึงจุดนั้นได้ ผมสามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่าหัวใจของผมไม่ใช่ทาสความบาปอีกต่อไป ขอบพระคุณพระเยซู!

หลังจากผ่านขั้นตอนการชำระให้บริสุทธิ์ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2016 เป็นวันที่พระเยซูจะทรงบัพติสมาผมด้วยพระวิญญาณ ผมได้เตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับสิ่งนี้และได้หาสถานที่สำหรับการอธิษฐานรับพระวิญญาณ ผมนึกถึงสถานที่แห่งขึ้นบนภูเขาที่ผมและเพื่อนเคยเดินผ่านและเก็บผลฝรั่งเมื่อตอนเด็ก องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงนำผมไปที่นั่น ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณครึ่งกิโลเมตร และพระองค์ทรงเตรียมหมาน้อยเป็นเพื่อนผมบภูเขานั้น ในวันอาทิตย์นั้นซึ่งเป็นอาทิตย์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ ผมและพี่สาวจากประเทศไทยได้อธิษฐานด้วยกันเพื่อขอการบัพติสมาด้วยพระวิญญาณผ่านทางโทรศัพท์ และในวันนั้นเองผมได้รับภาษาแปลกๆ และเมื่อกลับมาที่บ้านคืนนั้นขณะที่กำลังอธิษฐานผมได้เห็นแสงสว่างในนิมิต ผมทั้งดีใจและประหลาดใจมากๆ

จากนั้นผมบอกแม่ว่าผมจะรับการฝึกสอนเพื่อเตรียมตัวรับใช้พระเจ้าเป็นเวลา 6 เดือน และจะไม่ไปประเทศซาอุดิอาระเบีย ตอนแรกพ่อแม่ผมโกรธมากและพยายามที่จะเปลี่ยนใจผมให้ไปเพื่อที่ผมจะหาเงินมาดูแลพวกเขาเพื่อพ่อจะได้พักจากการทำงานหาเลี้ยงครอบครัว พ่อผมได้ทำงานอย่างหนักและร่างกายพ่อก็เหนื่อยล้าจากแรงกดดันจากการทำงาน แม่ผมบอกว่าพ่ออยากจะกเษียนแต่ก็ทำไม่ได้เพราะว่าไม่เช่นนั้นบ้านเราจะไม่มีคนเลี้ยงดู ผมรู้สึกสะเทือนใจและละอายใจที่ช่วยเหลือพวกเขาไม่ได้ ผมเริ่มกลัวเกี่ยวกับสุขภาพของพ่อว่าหากพ่อเป็นอะไรไปบ้านเราจะทำอย่างไร แต่ในขณะเดียวกันผมก็เชื่อว่าสักวันหนึ่งพวกเขาจะเข้าใจว่าผมตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้อง ผมเลือกพระประสงค์พระเจ้าแทนพ่อแม่ผม และรู้ว่าพระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งเราและจะทรงดูแลทุกอย่าง ผมจึงบอกแม่ว่าพระเจ้าจะทรงอวยพรเราและเราไม่ควรจะกังวลอะไร สุดท้ายพวกเขาก็ยินยอม และการฝึกของผมก็ดำเนินต่อไปโดยที่ผมวางใจในพระเจ้าสำหรับทุกๆสิ่ง

ทุกวันผมอ่านพระคัมภีร์ 10 บทและอธิษฐาน 3 ชั่วโมงเป็นภาษาแปลกๆ ผมรู้สึกได้ถึงว่าแตกต่างก่อนและหลัง ตอนนี้ผมได้ถวายชีวิตให้กับพระเจ้าและเรียนรู้ที่จะมีวินัยและเชื่อฟัง ผมยังได้เรียนรู้เกี่ยวก้ับการถ่อมตนและมีความมั่นใจต่อหน้าพระเจ้ามากกว่าเมื่อก่อน ความเชื่อของผมแข็งแกร่งขึ้นผ่านการทดลองและความยากลำบาก ส่วนบาดแผลในอดีตก็ได้รับการเยียวยาและผมรู้สึกว่าผมได้กลายเป็นคนใหม่ ผมต้องยอมรับว่าสิ่งที่ผมทำไม่ใช่เรื่องง่ายแต่เราต้องทำเพราะว่านั่นเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าและพระองค์จะไม่ให้เราผ่านอะไรที่ยากเกินจะรับไหว สำหรับผมแล้วนี่เป็นสิ่งที่จะเป็นคำพยานที่ดีที่สุดสำหรับคนอื่นๆ

ผมต้องผ่านการดูถูกเหยียดหยาม การถูกนินทา จากเพื่อนบ้านและคนรู้จัก พวกเขาต่างก็เผยแพร่คำโกหกหลอกลวงเกี่ยวกับผม เช่น ผมเป็นเกย์ ไม่มีอนาคต ขี้เกียจ โกหกหลอกลวง และอ่านพระคัมภีร์อย่างไร้ประโยชน์ พวกเขาว่าผมมีผีสิง และพยายามเอาข้อพระคัมภีร์ที่เขาพอจะรู้มาอวดอ้างในขณะที่พวกเขากินเหล้าอยู่ในบ้าน ผมได้ยินพวกเขาก่นด่าด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต หลายครั้งผมอธิษฐานและร้องไห้ต่อพระเจ้าขณะที่ใจเต็มไปด้วยบาดแผลจากการเหยียดหยาม ไม่ว่าผมจะไปที่ไหนก็มีแต่คนเหยียดหยาม แต่พระเจ้าทรงทำให้ผมเป็นแสงสว่างของประเทศนี้ ผมจะต้องแบกกางเขนของผมเพื่อเดินตามพระองค์ ผมจะต้องทำตัวให้คู่ควรสำหรับพระอาณาจักรและพระนามพระองค์เพราะว่าผมเป็นของพระองค์ ผมจะต้องอดทนและบากบั่นจนกว่าการฝึกฝนนี้จะเสร็จสิ้น

สิ่งที่ผมต้องเผชิญไม่ง่ายเลย ผมเกือบจะเก็บข้าวของย้ายออกจากบ้านเพราะว่าความเข้าใจผิดของพ่อ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงฤดูหว่านข้าว มีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งได้ช่วยหว่านมาที่บ้านและพ่อแม่ผมก็จัดงานเลี้ยงให้พวกเขา วันนั้นเป็นวันอาทิตย์และพ่อแม่ต่างก็วุ่นวายกับการเตรียมอาหารเพื่อเลี้ยงพวกเขา แต่ผมพักผ่อนเพราะว่าเป็นวันสะปาโตและผมต้องรักษาวันนั้นให้บริสุทธิ์ ผมจึงอยู่กับบ้านและอดอาหารอธิษฐาน พ่อผมจึงเข้ามาสั่งสอนแต่ยายผมห้ามพ่อไว้ ผมร้องไห้และเริ่มเก็บข้าวของตัวเอง ยายเห็นผมร้องไห้และกอดผม ยายพยายามห้ามผมและได้มอบเงินเล็กๆแก่ผมเผื่อผมคิดจะออกจากบ้านจริงๆ วันนั้นผมจึงไปพักที่บ้านยายและอธิษฐานที่นั่น เมื่ออธิษฐานเสร็จผมก็เปิดพระคัมภีร์และเห็นข้อพระคำที่กล่าวว่า “ไม่มีผู้เผยพระวจนะสักคนที่จะไม่ได้การยอมรับในบ้านเกิดของตน” ผมจึงหักห้ามตัวเองและกลับไปบ้านในวันต่อมา   

พี่สาวที่คอยสอนผมจะอธิษฐานกับผมทุกวันอาทิตย์เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง เธอดูแลผมเป็นอย่างดีมาตลอด ทุกวันอาทิตย์ผมจะตื่นเต้นที่จะได้อธิษฐานกับเธอ มันทำให้ผมมีกำลังใจและรู้สึกว่าผมไม่ได้อยู่เพียงลำพัง เธอจะโทรหามาหาผมทุกวันอาทิตย์อย่างไม่เคยขาด และผมเห็นพระเยซูในตัวเธอ ผมรับรู้ได้ถึงความรักขององค์พระผู้เป็นเจ้าและรู้ว่าพระองค์ทรงไม่ลืมผม พระเจ้าทรงตรัสถ้อยคำที่เปี่ยมด้วยปัญญาและพระวจนะเพื่อเสริมกำลังผมผ่านเธอ

การข่มเหงจากทางบ้านก็ดำเนินต่อไป ผมเริ่มกังวลที่ไม่ได้ไปทำงานและถูกคนในระแวกนินทาเหยียดหยาม ทุกวันผมไม่ได้ยินอะไรนอกจากเรื่องเงินกับงาน ทุกคนต่างก็พยายามเหยียดย่ำผมให้ต่ำลง พวกเขาชอบพูดจาข่มเหงผมเวลาที่ผมอธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์ ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการวางใจในพระเจ้า และรักษาความหวังว่าสักวันหนึ่งพระองค์จะทรงยกผมขึ้น

ผมและพี่สาวคนนั้นอธิษฐานได้ต่อไป และผมมักจะรู้สึกถึงไฟของพระเจ้าขณะที่อธิษฐาน ไม่ว่าอากาศจะร้อนหรือหนาวผมก็ยังคงรู้สึกถึงไฟบนมือและบนร่างกายผม พี่สาวอธิบายให้ฟังว่านั่นเป็นไฟพระวิญญาณและบอกให้ผมบากบั่นต่อไปเพื่อให้ไฟนั้นเติบโตในผม ผมรู้สึกมีกำลังใจที่เห็นการเคลื่อนไหวของพระวิญญาณในตัวผม

น้องชายและน้องสาวได้รับการบัพติสมา

ในระหว่างการฝึกฝน มาเรียน น้องสาวของผมเริ่มกระหายหาพระเจ้า ผมจึงเริ่มสอนพระคัมภีร์กับเธอและดีใจมากเมื่อเธอตัดสินใจรับบัพติสมาด้วยน้ำ ผมเขียนไปหาคริสจักร Blazing Holy Fire และเราก็ตกลงที่จะบัพติสมาให้กับเธอดังนั้นผมจึงบัพติสมาเธอด้วยน้ำ ซึ่งนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมให้บัพติสมาคนและผมก็ตื่นเต้นมากๆ พอบัพติสมาเสร็จเราก็อธิษฐานเพื่อให้เธอรับการบัพติสมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และรับภาษาแปลกๆ เมื่อเราอธิษฐานเธอเห็นนิมิตแสงหลากสีและมีแสงสว่างเป็นรูปร่างชายคนหนึ่ง ภายหลังจากการรับเชื่อของมาเรียน น้องชายผมชื่อ เจอราลด์ ก็ตามมารับการบัพติสมาด้วยน้ำและพระวิญญาณเช่นกัน เขาเห็นนิมิตแบบเดียวกันกับของมาเรียน และขณะที่ผมกำลังให้บัพติสมาเจอราลด์ มาเรียนได้ยินเสียงทูตสวรรค์ร้องเพลง ผมชื่นชมยินดีกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก จากนั้นทางคริสตจักร Blazing Holy Fire ก็ส่งพระคัมภีร์และหนังสือมาให้เราเพื่อให้เราเติบโตฝ่ายวิญญาณ รวมทั้งหนังสือเรื่องเล่าจากพระคัมภีร์สำหรับเด็กด้วย นั่นเป็นพระพรอย่างมากที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวพระคริสต์

จากนั้นเราก็เริ่มจัดตารางเวลาสำหรับอธิษฐานกับเด็กๆ เราจะอธิษฐานกันทุกวันเสาร์อาทิตย์ ผมมักจะหัวเราะตอนได้ยินน้องๆอธิษฐานด้วยกัน พออธิษฐานจนเหนื่อยพวกเขาก็จะหยุด และทุกคืนก่อนนอนผมจะอ่านหนังสือเรื่องเล่าจากพระคัมภีร์ให้น้องๆ ทั้งมาเรียนและเจอราลด์ต่างก็เริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับพระเจ้า เลิกอยากดูทีวีและเลิกไปโบสถ์คาทอลิก และการข่มเหงก็เพิ่มขึ้นเพราะเรื่องนี้แต่เราก็อดทนและติดตามพระเยซูจนถึงที่สุด

รับการเต้นรำด้วยพระวิญญาณ

หลังจากนั้นผมเริ่มปรารถนาที่จะรับของประทานการเต้นรำด้วยพระวิญญาณเหมือนกับที่เห็นทางคริสตจักร Blazing Holy Fire เต้นรำนมัสการ อันที่จริงผมปรารถนาที่จะรับของประทานนี้มานานแล้ว แต่ได้รับจริงๆก็ตอนที่พี่สาวในพระคริสต์บอกให้อธิษฐานขอพระเจ้า เธอบอกให้ผมอ่านบทความในเว็บไซต์อีกเว็บไซต์หนึ่งของคริสตจักรซึ่งก็คือ heavenzjoy.org จากนั้นให้ผมทำตามขั้นตอนที่ในบทความเขียนไว้และอธิษฐานขอพระเจ้าให้ทรงประทานของประทานนี้แก่ผม หลังจากรอคอยพระองค์ประมาณ 40 นาที ผมก็เริ่มรู้สึกว่าพระวิญญาณทรงนำผมเคลื่อนไหวด้วยท่วงท่าต่างๆ ผมเต้นรำด้วยความปิติยินดีที่ได้รับของประทานนี้และนับจากนั้นเป็นต้นมาผมนมัสการพระเจ้าด้วยการเต้นรำโดยพระวิญญาณ ผมอยากจะสรรเสริญพระเจ้าที่ทรงมอบของประทานนี้แก่ผมเพราะนี่เป็นการอัศจรรย์ของพระเจ้าจริงๆ คิดดูสิว่าผมเต้นรำด้วยการเต้นรำของสวรรค์! ตามที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า “ขอให้พระอาณาจักรจงมาถึง ขอให้พระประสงค์จงสำเร็จในแผ่นดินโลกเหมือนในสวรรค์” ผมสัมผัสได้ถึงไฟบนมือผมมากกว่าเดิม และสัมผัสถึงการทรงสถิตที่ร้อนแรงของพระเจ้า ผมรู้สึกราวกับว่ามือสองข้างของผมเป็นเหมือนแม่เหล็กดึงผลักดันกันและกัน เหมือนกับว่ามีสนามแม่เหล็กขั้วบวกกับขั้วบวก และขั้วลบกับขั้วลบดึงออกจากกันอยู่บนมือของผม

ผมเติบโตในด้านความสัมพันธ์กับพระเจ้า ทุกวันพระเจ้าจะทรงประทานการสำแดงเกี่ยวกับข้อพระคัมภีร์ผ่านทางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ราวกับว่าผมได้รับการฝึกเหมือนการฝึกทหารในสมรภูมิรบ ผมได้รับสติปัญญามากมายและเติบโตขึ้นโดยการนำคำสอนในพระคัมภีร์มาใช้ในชีวิตจริง และผมก็เรียนรู้ความแตกต่างของการฝึกฝนแบบเต็มเวลากับนอกเวลา องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงใช้ผมในชีวิตของคนอื่นๆในฐานะทหารของพระองค์

เด็กๆอีกมากมายรับเชื่อและรับบัพติสมา

พระเจ้าทรงใช้มาเรียนในการประกาศให้กับเพื่อนๆที่โรงแรมเกี่ยวกับพระองค์ มีเพื่อนๆหลายคนที่ตัดสินใจมาเยี่ยมที่บ้านเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับพระคัมภีร์เพิ่มเติม ตอนแรกผมคิดว่าจะมีแค่ 5 คน แต่พอถึงเวลาเด็กๆที่อยู่ในระแวกเดียวกันก็มาร่วมด้วย ผมเพียงแต่คิดในใจว่า โอ้โห พระเจ้าทรงเรียกคนของพระองค์และทรงนำพวกเขามาหาพระองค์โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ตอนแรกผมเริ่มสอนพวกเขาเกี่ยวกับความรักของพระเจ้า และชักจูงให้พวกเขารับของประทานชีวิตนิรันดร์จากพระองค์ พวกเขาทั้งหมดต่างก็ยกมือขึ้น และผมก็นำพวกเขาอธิษฐานเพื่อรับเชื่อและรับชีวิตนิรันดร์ และในที่สุดทุกคนก็รับความรักของพระเจ้าและเข้าสู่อาณาจักรของพระองค์

20171203_122039-1.jpg

หลังจากนั้นจำนวนเด็กๆก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้เรามี 15 คน แล้ว พวกเขามีชื่อว่า อาบิเกล (แอ็บบี้) มีเวอร์ มีนาร์ด เมอร์ซี่ โยชูวา อาร์ตคลีน แอลฟี่ เจล์ลิน แจ็คกอลีน โยชูวา (อีกคน) เควิน เอ็ดวาร์ด ไอน่า มาเรียน  และเจอราลด์ พวกเขาต่างก็ได้รับความรอด และผมก็สอนพวกเขาเท่าที่จะทำได้ จนกระทั่งผมเริ่มเห็นว่าตัวเองยุ่งอยู่กับภารกิจการสอนเด็กๆที่พระเจ้าทรงนำมาให้โดยความช่วยเหลือของพระองค์ ผมจะเขียนและวาดรูปกระกอบการสอน เด็กๆเหล่านั้นตั้งใจเรียนรู้เมื่อผมสอนพวกเขาเกี่ยวกับองค์พระผู้เป็นเจ้า บาป สวรรค์และนรก การอธิษฐาน การบัพติสมาด้วยพระวิญญาณ ฯลฯ และผมก็ให้บัพติสมาแก่เด็กๆอีก 3 คน ในขณะที่ทุกๆคนได้รับการบัพติสมาด้วยพระวิญญาณและรับภาษาแปลกๆกับการเต้นรำด้วยพระวิญญาณแล้วกันถ้วนหน้า นอกจากนี้พวกเขาก็ได้รับของประทานการเห็นนิมิตด้วยเช่นกัน และเมื่อมีเด็กที่ป่วย คนอื่นๆก็จะวางมืออธิษฐานและเด็กคนนั้นก็จะหายดีในวันรุ่งขึ้น เมื่อใดที่เราอธิษฐานร่วมกันทุกคนต่างก็เห็นนิมิต และต่างก็ประหลาดใจที่ได้สัมผัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง ต่างก็รักการอธิษฐาน ถึงแม้ว่าพวกเขาอาจจะอ่อนแอเป็นบางครั้งแต่ผมก็รู้ว่าพระเจ้าจะทรงดูแลทุกสิ่ง ผมมีกำลังใจที่จะรับใช้พระเจ้าและทำตามพระประสงค์ของพระองค์

20171202_114037.jpg

เด็กๆต่างก็ได้สำนึกบาป บางคนก็เลิกอยากดูทีวีในขณะที่บางคนยังอ่อนแอ ผมเพียงแต่แสดงความรักกับเด็กๆเหล่านี้และคอยให้กำลังใจ พวกเรามักจะพบกันเพื่ออธิษฐาน เต้นรำด้วยพระวิญญาณ และเรียนรู้จากพระเจ้า

ผมยังคงเผชิญหน้ากับการข่มเหงอยู่ ในสายตาของครอบครัวผมเป็นคนไม่มีงานทำ แต่ผมเลือกที่จะอยู่กับเด็กๆ ผมยังคงเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงประทานทุกสิ่งให้แก่เรา และพระองค์ก็ทรงประทานให้แล้วผ่านทางคริสตจักร Blazing Holy Fire ผมเริ่มเห็นว่าผมจำเป็นต้องรับใช้พระเจ้าอย่างเต็มตัวเพื่อเด็กๆเหล่านี้ พวกเขามาหาผมทุกวัน ผมเคยถามพวกเขาว่าผู้ปกครองว่าอย่างไรบ้าง แล้วผมก็ดีใจที่ได้ยินว่าผู้ปกครองของเด็กๆเหล่านี้อนุญาตให้พวกเขามาเข้าร่วมและต้องการให้ผมดูแลพวกเขา ผมรับใช้พระเจ้าต่อไปเพื่ออาณาจักรของพระองค์และวางใจว่าพระองค์จะทรงดูแลทุกๆสิ่ง ผมสัมผัสได้ถึงการเติบใหม่ในจิตวิญญาณของผมทุกวัน และตื่นเต้นกับการเดินหน้าไปกับพระเจ้า พระองค์ทรงดี ขอเกียรติมีแด่พระเจ้าและพระเยซูคริสต์ผู้เป็นพระผู้ช่วยและองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงผู้เดียว

คำพยานชีวิตของผมเป็นเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณที่อ่าน และขอพระเจ้าอวยพรและเสริมกำลังคุณครับ

ติดตามคริสตจักร Blazing Holy Fire ที่ฟิลิปปินส์ ได้ที่ เว็บไซต์นี้

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s